เข้าสู่ระบบ

Table of Contents
Recent Post
ถนนทรงวาด จากย่านประวัติศาสตร์สู่แหล่งกินเที่ยวสุดฮิตของกรุงเทพฯ
ถนนทรงวาด จากย่านประวัติศาสตร์สู่แหล่งกินเที่ยวสุดฮิตของกรุงเทพฯ

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้จักถนนทรงวาดตั้งอยู่ในย่านสัมพันธวงศ์ ใกล้เยาวราช ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นถนนสายเก่าแก่ แหล่งรวมย่านวัฒนธรรม อาหาร ที่ผสมผสานเสน่ห์อดีตเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

ป้ายรถเมล์ไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน กับการเปลี่ยนผ่านสู่ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ
ป้ายรถเมล์ไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน กับการเปลี่ยนผ่านสู่ป้ายรถเมล์อัจฉริยะ

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้จักกับป้ายรถเมล์อัจฉริยะ คือป้ายรถเมล์ที่นำเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวก เช่น แสดงเวลา เส้นทางเดินรถ และข้อมูลการเดินทางเรียลไทม์ สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ทุกคน

สาเหตุโรคซึมเศร้าคืออะไร? สังเกตสัญญาณเตือน แนวทางการดูแลรักษา
สาเหตุโรคซึมเศร้าคืออะไร? สังเกตสัญญาณเตือน แนวทางการดูแลรักษา

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้จักกับสาเหตุโรคซึมเศร้าเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ สารเคมีในสมอง พันธุกรรม ทางจิตใจ ความเครียดสะสม ความกดดัน ความคาดหวัง ทางสังคม ครอบครัว การเรียน หรือการทำงาน

การฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง คืออะไร? ขั้นตอนลงทะเบียน พร้อมแจกพิกัด
การฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง คืออะไร? ขั้นตอนลงทะเบียน พร้อมแจกพิกัด

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้จักการฝังไมโครชิปสัตว์เลี้ยง คือการใส่ชิปขนาดเล็กใต้ผิวหนัง ใช้เป็นหมายเลขประจำตัวระบุตัวตน ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลเจ้าของได้เมื่อสัตว์เลี้ยงหาย อ่านข้อมูลผ่านเครื่องสแกน

Smart City คืออะไร? การพัฒนาเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปทำความรู้จัก Smart City 7 ด้านมีสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ การเดินทางอัจฉริยะ คนเมืองอัจฉริยะ คุณภาพชีวิตอัจฉริยะ เศรษฐกิจอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการรัฐอัจฉริยะ และพลังงานอัจฉริยะ
Smart City คืออะไร? การพัฒนาเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
Table of Contents

Key Takeaway

  • Smart City คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยบริหารจัดการ เพื่อให้ชีวิตคนเมืองดีและสะดวกขึ้น โลกให้ความสำคัญเพราะเมืองเติบโตเร็ว ปัญหาซับซ้อนขึ้น และคนคาดหวังบริการรัฐที่รวดเร็ว โปร่งใส และรับมือภัยพิบัติ – มลพิษดีขึ้น
  • Smart City 7 ด้านมี Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Mobility การเดินทางอัจฉริยะ Smart People คนเมืองอัจฉริยะ Smart Living คุณภาพชีวิตอัจฉริยะ ต่อด้วย Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Governance ระบบรัฐอัจฉริยะ และ Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ 
  • Smart City ต้องใช้งบลงทุนสูง ระบบซับซ้อน และต้องร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทำให้โครงการเดินหน้าไม่ง่าย ยังมีประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว และเสี่ยงพึ่งเทคโนโลยีมากเกินไป เลยต้องออกแบบมาตรการรองรับให้รอบคอบ
  • ไทยมีเมืองนำร่องและ Smart City เช่น ภูเก็ต (ท่องเที่ยวอัจฉริยะ) เชียงใหม่ (เมืองสร้างสรรค์ เกษตรอัจฉริยะ) ขอนแก่น (ขนส่งอัจฉริยะ) ระยอง ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ บางโซน และอีกหลายจังหวัดกำลังพัฒนาเพื่อขยายสู่เครือข่ายเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศ

 

ทุกวันนี้เมืองไม่ได้มีแค่ตึกสูง รถติด และคนเร่งรีบอีกต่อไป แต่เริ่มถูกออกแบบให้ “คิดเป็น” และ “ดูแลผู้คน” ได้มากขึ้นกว่าเดิม แนวคิด Smart City เลยไม่ได้พูดถึงแค่เทคโนโลยีล้ำๆ แต่ครอบคลุม Smart City 7 ด้าน ตั้งแต่สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ การเดินทางอัจฉริยะ คนเมืองอัจฉริยะ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตอัจฉริยะ ที่เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการรัฐอัจฉริยะ และพลังงานอัจฉริยะทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเหมือนระบบนิเวศเดียวกัน 

เปลี่ยนเมืองที่เราอยู่ให้ตอบโจทย์ทั้งชีวิตประจำวัน ธุรกิจ และอนาคตมากขึ้น ทีละฟังก์ชัน ทีละโซน จนกลายเป็นเมืองที่ฉลาดขึ้นไปพร้อมๆ กับคนที่อาศัยอยู่ในนั้น

 

Smart City คืออะไร?

 

Smart City คืออะไร? 

Smart City คือแนวคิดการพัฒนาเมืองที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาช่วยจัดการเมืองให้ฉลาดขึ้นกว่าเดิม โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้เมือง “ไฮเทค” แต่ทำให้ภาพรวมชีวิตคนเมืองสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพมากขึ้น ตั้งแต่การเดินทาง สาธารณสุข ความปลอดภัย ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและการบริการภาครัฐ

เป็นเมืองที่ใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และระบบเซนเซอร์เก็บข้อมูลต่างๆ ของเมือง เพื่อนำมาวิเคราะห์และใช้ตัดสินใจเรียลไทม์ ทั้งในมิติการจราจร พลังงาน ขยะ น้ำ รวมถึงบริการภาครัฐ ให้การทำงาน “เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น และแม่นยำขึ้น” กว่าเมืองปกติที่อาศัยการทำงานแบบเอกสารหรือระบบราชการช้าๆ เป็นหลัก

ถ้าเทียบง่ายๆ เมืองเดิมอาจต้องใช้เวลานานในการเก็บข้อมูล ปรับแผน หรือแก้ปัญหา เช่น รถติดก็แก้ด้วยการสร้างถนนเพิ่ม แต่ Smart City จะใช้ข้อมูลจากกล้อง เซนเซอร์ และระบบจราจรอัจฉริยะ มาปรับสัญญาณไฟ เปลี่ยนเส้นทาง หรือนำเสนอทางเลือกการเดินทางสาธารณะให้คนอัตโนมัติ ทำให้รถติดลดลงโดยไม่ต้องสร้างถนนเพิ่มเสมอไป

ในชีวิตประจำวัน คนเมืองใน Smart City อาจใช้แอปเดียวจัดการหลายอย่าง เช่น ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขยะ เช็กตารางขนส่งมวลชน แจ้งซ่อมหลุมบ่อ หรือดูคุณภาพอากาศในเขตที่อยู่ ข้อมูลทั้งหมดเชื่อมกัน ทำให้ทั้งรัฐและประชาชนเห็นภาพเมืองเดียวกัน และร่วมกันแก้ปัญหาง่ายขึ้น

ทำไมโลกถึงให้ความสำคัญกับ Smart City?

  • เมืองโตเร็ว ต้องบริหารจัดการอย่างแม่นยำ
    ประชากรย้ายเข้าเมืองมากขึ้น ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิมเริ่มรองรับไม่ไหว ทั้งถนน น้ำประปา ขยะ และพลังงาน เมืองจึงต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยวางแผนให้ทรัพยากรเพียงพอและใช้คุ้มที่สุด
  • ประชาชนต้องการบริการรัฐที่สะดวกขึ้น
    คนยุคดิจิทัลคุ้นชินกับบริการออนไลน์ จึงคาดหวังให้ภาครัฐให้บริการได้รวดเร็ว ตรวจสอบสถานะได้ และทำธุรกรรมผ่านมือถือได้ Smart City จึงเป็นคำตอบที่ช่วยเปลี่ยนบริการจาก “เดินเรื่องที่เคาน์เตอร์” เป็น “จัดการได้ทุกที่ ทุกเวลา”
  • ความท้าทายใหม่ ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม มลพิษ
    ปัญหาน้ำท่วม ฝุ่น PM 2.5 คลื่นความร้อน หรือภัยพิบัติต่างๆ ต้องการระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และการตอบสนองที่รวดเร็ว แม่นยำ เมืองอัจฉริยะใช้เซนเซอร์และข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยคาดการณ์ วางแผน และรับมือได้ดีขึ้น ลดผลกระทบต่อชีวิตคนและเศรษฐกิจของเมืองโดยรวม

 

Smart City 7 ด้านมีอะไรบ้าง?

 

Smart City 7 ด้านมีอะไรบ้าง?

Smart City 7 ด้านเหมือนการออกแบบเมืองให้ “ฉลาดรอบด้าน” ไม่ได้เน้นแค่เทคโนโลยี แต่ตั้งต้นจากปัญหาและความต้องการของคนเมือง แล้วใช้ดิจิทัล พลังงาน และข้อมูลมาช่วยทำให้ทุกระบบทำงานประสานกัน ทั้ง 7 ด้านจึงเชื่อมโยงกันเป็นภาพเดียว ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม การเดินทาง ไปจนถึงเศรษฐกิจและการบริหารภาครัฐ   

1. Smart Environment — สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ

  • มีระบบเซนเซอร์และแพลตฟอร์มตรวจวัดคุณภาพอากาศ น้ำ และสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้วางแผนนโยบายและแจ้งเตือนประชาชน
  • ลดมลพิษด้วยระบบจัดการขยะอัจฉริยะ เช่น จุดทิ้งขยะแบบ IoT รถเก็บขยะที่วิ่งตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ตามตารางแบบทุกวัน
  • สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน พื้นที่สีเขียว และโครงการลดคาร์บอน เพื่อให้เมืองเติบโตไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ 

2. Smart Mobility — การเดินทางอัจฉริยะ

  • ออกแบบระบบขนส่งสาธารณะให้เชื่อมโยงกันแบบไร้รอยต่อ ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ ทางเท้า และจักรยาน
  • ให้ข้อมูลรถโดยสารและสภาพการจราจรเรียลไทม์ ผ่านแอปหรือป้ายอัจฉริยะ ช่วยลดเวลารอและวางแผนเส้นทางได้ดีขึ้น
  • ส่งเสริมและพัฒนารถ EV, Shuttle Bus พื้นที่เดินเท้าปลอดภัย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับคนเดินถนนและจักรยาน   

3. Smart People — คนเมืองอัจฉริยะ

  • ส่งเสริมการเรียนรู้ดิจิทัลตั้งแต่เด็กจนผู้สูงอายุ ให้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและการใช้บริการออนไลน์ของรัฐและเอกชน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงทักษะใหม่ๆ เช่น Coding, Data, Green Skills ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้และโครงการอบรมของเมือง
  • เมืองออกแบบบริการและพื้นที่สาธารณะให้ทุกกลุ่มเข้าถึงได้เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ   

4. Smart Living — คุณภาพชีวิตอัจฉริยะ

  • มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยกล้อง CCTV และ AI วิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติ ช่วยป้องกันอาชญากรรมและจัดการเหตุฉุกเฉินได้เร็วขึ้น
  • บริการสุขภาพที่เชื่อมต่อข้อมูลกันมากขึ้น เช่น ระบบนัดหมายออนไลน์ เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ และ Telemedicine (ระบบการแพทย์ทางไกล)
  • เมืองวางผังพื้นที่อยู่อาศัย สวนสาธารณะ และสาธารณูปโภคให้น่าอยู่สำหรับทุกวัย ทั้งคนทำงาน ครอบครัว และผู้สูงอายุ

5. Smart Economy — เศรษฐกิจอัจฉริยะ

  • ส่งเสริม Startup และ SME ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พื้นที่ Co-working และโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจ
  • ยกระดับธุรกิจด้วยระบบดิจิทัล เช่น e-Payment, e-Logistics, e-Commerce และแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าถูกกฎหมาย
  • เมืองดึงดูดการลงทุนด้วยข้อมูลชัดเจน ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานโปร่งใส และกติกาที่ทันสมัยรองรับนวัตกรรม

6. Smart Governance — ระบบบริหารจัดการรัฐอัจฉริยะ

  • รวมบริการภาครัฐสำคัญไว้บนแพลตฟอร์มหรือแอปเดียว เช่น ชำระภาษี ค่าขยะ ขออนุญาตก่อสร้าง หรือแจ้งเหตุร้องเรียน
  • ลดการใช้เอกสารและขั้นตอนซ้ำซ้อน เปลี่ยนเป็นขั้นตอนดิจิทัลที่ตรวจสอบสถานะได้ทุกขั้น
  • เปิดข้อมูลเมือง (Open Data) ให้ประชาชน นักพัฒนา และนักวิจัยใช้ต่อยอด ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและนวัตกรรมจากภาคประชาชน

7. Smart Energy — พลังงานอัจฉริยะ

  • ใช้ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ควบคุมและกระจายไฟฟ้าอย่างยืดหยุ่น ลดการสูญเสียและรับมือความต้องการที่เปลี่ยนตลอดเวลา
  • ตรวจการใช้พลังงานเรียลไทม์ทั้งในอาคาร ถนน และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อหาจุดประหยัดพลังงานและบริหารโหลดได้ดีขึ้น
  • สนับสนุน Solar, EV และ Energy Sharing เช่น แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน การชาร์จรถไฟฟ้าสาธารณะ และระบบขายไฟคืนโครงข่าย  

อะไรคือความท้าทายที่ Smart City ต้องเจอ?

เมืองอัจฉริยะไม่ได้มีแค่ด้านดี แต่ยังเต็มไปด้วยโจทย์ยากที่ต้องคิดให้รอบด้าน ทั้งเรื่องเงิน ข้อมูล ไปจนถึงคนที่อยู่ในเมืองเอง ความท้าทายพวกนี้คือเหตุผลว่าทำไมหลายเมืองจึงต้องวางแผน Smart City อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่แค่เร่งทำให้ทันสมัยอย่างเดียว

  • งบประมาณลงทุนสูง แต่ไม่คุ้มค่า
    การวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เซนเซอร์ ระบบเครือข่าย และศูนย์ข้อมูล ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ถ้าเมืองวางแผนไม่ดีอาจได้โครงการแพง แต่ใช้งานจริงไม่ได้หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน 
  • ช่องว่างดิจิทัล และคนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
    แม้ระบบจะออนไลน์หมด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน หรือทักษะดิจิทัลเท่ากัน ถ้าออกแบบไม่ดี ผู้สูงอายุ คนรายได้น้อย หรือคนพิการ อาจใช้บริการรัฐยากกว่าเดิม 
  • ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยข้อมูล
    Smart City เก็บข้อมูลจำนวนมาก ทั้งจากกล้อง เซนเซอร์ แอปพลิเคชัน และธุรกรรมออนไลน์ ถ้าไม่มีมาตรการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่ดีพอ อาจเกิดการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือการใช้ข้อมูลไม่เหมาะสม 
  • พึ่งพาเทคโนโลยีเยอะ เสี่ยงระบบล่มหรือการโจมตีไซเบอร์
    เมื่อบริการสำคัญของเมืองผูกกับระบบดิจิทัลมากขึ้น ถ้าระบบล่ม ถูกโจมตี หรือขัดข้อง อาจกระทบตั้งแต่การจราจรไปจนถึงไฟฟ้าและบริการฉุกเฉิน 
  • การบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐซับซ้อน
    หลายเมืองมีหน่วยงานเยอะ ดูแลคนละระบบ ถ้าไม่มีการประสานงานและมาตรฐานข้อมูลร่วมกัน ระบบ Smart City จะกลายเป็น “เกาะข้อมูล” แยกส่วน ใช้ประโยชน์จริงได้ไม่เต็มที่
  • การยอมรับจากประชาชนและความโปร่งใส
    ถ้าคนเมืองไม่เข้าใจว่า Smart City ทำอะไรกับข้อมูล ช่วยชีวิตเขาอย่างไร หรือไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบ เมืองอาจเจอกระแสต่อต้าน ไม่เชื่อใจ และทำให้โครงการเดินหน้าได้ยากขึ้น

 

Smart City ในไทยมีจังหวัดอะไรบ้าง?

 

Smart City ในไทยมีจังหวัดอะไรบ้าง?

หลายจังหวัดในไทยเริ่มขยับตัวสู่การเป็น Smart City ในแบบของตัวเอง แต่ละเมืองไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ บางแห่งเน้นท่องเที่ยว บางแห่งเน้นขนส่ง หรือบางแห่งเน้นคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่ ภาพรวมเลยสะท้อนจุดแข็งและโจทย์เฉพาะของแต่ละจังหวัดมากกว่าจะทำทุกอย่างเหมือนกันหมด​

  1. ภูเก็ต ท่องเที่ยวและบริการอัจฉริยะ เน้นใช้ดิจิทัลช่วยจัดการการท่องเที่ยว ความปลอดภัย การเดินทาง เช่น EV Shuttle หรือ Smart Bus และระบบข้อมูลเมือง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากอย่างเป็นระบบ​
  2. เชียงใหม่ เมืองสร้างสรรค์และเกษตรอัจฉริยะ พัฒนาโซนอย่างนิมมานให้เป็นสมาร์ตซิตี้ด้านท่องเที่ยว – ไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีช่วยเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเมือง​
  3. ขอนแก่น ขนส่งและเมืองเติบโตอัจฉริยะ มีโมเดลขนส่งสาธารณะอัจฉริยะ เช่น รถไฟฟ้ารางเบา (LRT) และระบบขนส่งเชื่อมเมือง เพื่อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค​
  4. ระยอง (วังจันทร์วัลเลย์) นวัตกรรมและอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เน้นเป็นเมืองนวัตกรรมในพื้นที่ EEC ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการวิจัย อุตสาหกรรม และการอยู่อาศัยของบุคลากรด้านเทคโนโลยี​
  5. ฉะเชิงเทรา เมืองอัจฉริยะเชื่อม EEC เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การขนส่ง และการบริหารจัดการเมือง รองรับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่​
  6. กรุงเทพมหานคร (สามย่าน – พระราม 4 – คลองผดุงฯ) เมืองธุรกิจ – การศึกษาอัจฉริยะ เน้นการเดินทางอัจฉริยะ ความปลอดภัย ข้อมูลเมือง และการใช้เทคโนโลยียกระดับย่านธุรกิจและการศึกษาในใจกลางเมือง​
  7. ชลบุรี (แสนสุข สมาร์ตซิตี้) เมืองผู้สูงอายุและท่องเที่ยวสุขภาพอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีดูแลความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในพื้นที่ท่องเที่ยวชายทะเล

โครงการ Smart City ของไทยอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว?

การพัฒนา Smart City ในไทยถือว่าเดินหน้าไปไกลพอสมควร แต่ยังอยู่ในช่วงขยายผล หลายเมืองเริ่มมีโครงการใช้งานจริงแล้ว ทั้งด้านขนส่ง สิ่งแวดล้อม พลังงาน และบริการดิจิทัลของภาครัฐ ภาพรวมตอนนี้คือจากเมืองต้นแบบไม่กี่แห่ง ขยายเป็นเครือข่ายเมืองอัจฉริยะหลายสิบพื้นที่ทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีกในไม่กี่ปีข้างหน้า​

  • ปัจจุบันมีเมืองอัจฉริยะที่ประกาศแล้ว 37 พื้นที่ใน 25 จังหวัด ทั่วประเทศ ครอบคลุมโครงการจริงใน 7 มิติ เช่น สิ่งแวดล้อม การเดินทาง เศรษฐกิจ และพลังงานอัจฉริยะ​
  • ยังมีเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ อีกกว่า 170 พื้นที่ ที่เสนอแผนแล้วและอยู่ระหว่างพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์ เพื่อขยับขึ้นเป็นเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบในระยะต่อไป​
  • รัฐตั้งเป้าผลักดันให้ไทยมีเมืองอัจฉริยะ 105 พื้นที่ภายในปี 2570 พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงการ Smart Living – Smart Mobility เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น​
  • หน่วยงานอย่าง depa (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) และสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทยกำลังเร่งวัดผลและจัดอันดับเมือง ผ่านดัชนีเมืองอัจฉริยะและแพลตฟอร์มข้อมูลเมือง (City Data Platform) เพื่อให้ทุกเมืองใช้ข้อมูลจริงมาปรับปรุงการบริหาร

 

ตัวอย่างเมือง Smart City ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

 

ตัวอย่างเมือง Smart City ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

หลายเมืองรอบโลกใช้ Smart City เป็นกรอบในการออกแบบชีวิตคนเมืองใหม่ ตั้งแต่การเดินทาง ความปลอดภัย ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจดิจิทัล มาดูตัวอย่างเมืองที่นำหลักการนี้ไปใช้ได้น่าสนใจกัน! 

  1. ซูริก (สวิตเซอร์แลนด์) เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะตรงเวลาเชื่อมต่อกันทั้งเมือง การจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จนถูกจัดเป็นเมืองอัจฉริยะอันดับต้นๆ ของโลกต่อเนื่องหลายปี​
  2. สิงคโปร์ ตัวอย่างเมืองและรัฐที่ใช้ข้อมูลและเซนเซอร์ทั่วเมือง ทั้งระบบจราจรอัจฉริยะ การจัดการน้ำและน้ำท่วม ระบบที่อยู่อาศัยของรัฐ และบริการ e-Government ที่ประชาชนทำธุรกรรมเกือบทุกอย่างผ่านดิจิทัลได้​
  3. ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) นำเทคโนโลยีอย่าง IoT, Blockchain และ AI มาใช้กับบริการเมือง ตั้งแต่ระบบขนส่งอัจฉริยะ การท่องเที่ยว ไปจนถึงการทำธุรกรรมกับรัฐแบบไร้กระดาษ ผ่านวิสัยทัศน์ “Dubai Smart City”​
  4. โคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) เมืองสีเขียวที่ใช้ข้อมูลและโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศช่วยบริหารจัดการน้ำและระบบระบายน้ำ ลดความเสียหายจากน้ำท่วม ส่งเสริมการเดินทางด้วยจักรยานและขนส่งมวลชนคุณภาพสูง​
  5. บาร์เซโลนา (สเปน) ใช้เทคโนโลยีในบริการสาธารณะ เช่น ไฟถนนอัจฉริยะ ระบบจอดรถอัจฉริยะ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเสนอแนวทางพัฒนาเมืองในฐานะ “เมืองเพื่อคน” มากกว่าแค่เมืองท่องเที่ยว

สรุป

Smart City กำลังเปลี่ยนบทบาทจากคำสวยหรูเชิงนโยบาย ให้กลายเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตั้งแต่การเดินทาง การใช้บริการรัฐ ไปจนถึงคุณภาพอากาศและความปลอดภัยในเมืองรอบตัว Smart City คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาจัดการเมืองให้ฉลาด เพื่อให้ชีวิตคนอยู่สบายขึ้น ไม่ใช่แค่สร้างโครงการไฮเทคที่ไกลตัว ตั้งแต่ด้านสิ่งแวดล้อม การเดินทาง คนเมือง คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ การบริหารรัฐ ไปจนถึงด้านพลังงาน 

ในไทยมีเมืองนำร่องอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น และอีกหลายจังหวัดที่เริ่มทดลองระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบข้อมูลเมือง และบริการดิจิทัลมากขึ้น และยังมีเป้าหมายขยายไปอีกหลายพื้นที่ในอนาคต Smart City ในภาพนี้จึงไม่ใช่เมืองอนาคตที่คนธรรมดาเข้าไม่ถึง แต่คือการออกแบบเมืองให้ “น่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคน” ไม่ว่าอยู่ย่านไหน รายได้เท่าไร หรืออยู่ในช่วงวัยใดของชีวิต

FAQ – คำถามที่พบบ่อย

เทคโนโลยีอะไรบ้างที่ใช้ใน Smart City?

เทคโนโลยีหลักของ Smart City ได้แก่ IoT (เซนเซอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ AI / Analytics, Big Data, Cloud และเครือข่ายความเร็วสูงอย่าง 5G ที่ช่วยให้เมืองเก็บ – ส่ง – วิเคราะห์ข้อมูลได้เรียลไทม์ เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ในหลายมิติ เช่น ระบบจราจรอัจฉริยะ ไฟถนนอัตโนมัติ ระบบจัดการขยะอัจฉริยะ ไปจนถึง Smart Grid และระบบอาคารอัจฉริยะ

งบประมาณและการลงทุนในการพัฒนา Smart City มาจากไหน?

งบพัฒนา Smart City มาจากหลายแหล่งร่วมกัน ทั้งงบประมาณภาครัฐ (กระทรวงหรือท้องถิ่น) กองทุนหรือโครงการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ และการลงทุนจากภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รูปแบบที่ใช้บ่อยคือความร่วมมือรัฐ – เอกชน (PPP) หรือให้เอกชนลงทุนโซลูชัน เช่น ระบบจราจร – พลังงานอัจฉริยะ แล้วรัฐหรือเมืองทำสัญญาใช้บริการระยะยาว เพื่อลดภาระลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก

Smart City กับ Big Data สัมพันธ์กันอย่างไร?

Smart City แทบทุกด้านต้องพึ่ง Big Data เพราะเมืองต้องเก็บข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่ง เช่น กล้องจราจร เซนเซอร์คุณภาพอากาศ ข้อมูลการเดินทาง และการใช้พลังงาน เพื่อนำมาวิเคราะห์และใช้ตัดสินใจเชิงนโยบาย Big Data ทำให้เมืองมองเห็น “ภาพรวมแบบมีหลักฐานจริง” สามารถวางแผนเส้นทางขนส่ง ปรับสัญญาณไฟ ลดการใช้พลังงาน หรือจัดบริการรัฐให้ตรงกับความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น

 

References

  1. พลังวาฬบางอย่าง. Smart City ในไทยมีที่ไหนบ้าง?. whaleenergystation.com. Published 28 February 2021. Retrieved 17 December 2025.

องค์กรเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้อง

banner - กสศ
logo - กสศ

กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

เราสนับสนุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้าง พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู
logo - มูลนิธิไทยรัฐ

มูลนิธิไทยรัฐ

เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษา และช่วยเหลือกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจนและนักเรียนดีเด่นทั่วไป ส่งเสริมการศึกษา และค้นคว้าวิจัยงานหนังสือพิมพ์ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์เพื่อเด็กๆ

banner - sos เด็กโสสะ

มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยฯ

เราช่วยเหลือเด็กที่สูญเสียบิดามารดา ขาดญาติมิตร ในรูปแบบของครอบครัวทดแทนถาวรระยะยาว เพื่อให้เด็กสามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงดูตัวเองได้ไม่เป็นภาระต่อสังคม