Table of Contents
Recent Post
คดีทุจริตเงินวัดสะท้อนอะไร ทำไมความโปร่งใสจึงสำคัญต่อศรัทธาสังคม
คดีทุจริตเงินวัดสะท้อนอะไร ทำไมความโปร่งใสจึงสำคัญต่อศรัทธาสังคม

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้จักถึงประเด็นเกี่ยวกับการยักยอกเงินวัด คือการนำเงินหรือทรัพย์สินของวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเงินที่ควรใช้เพื่อกิจการของวัด ศาสนา หรือสาธารณประโยชน์

ปปง. คืออะไร? ร่างกฎหมายใหม่เปลี่ยนอะไรบ้าง ประชาชนควรรู้อะไร
ปปง. คืออะไร? ร่างกฎหมายใหม่เปลี่ยนอะไรบ้าง ประชาชนควรรู้อะไร

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปทำความรู้จักกับ ปปง. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ติดตามทรัพย์สินจากอาชญากรรมทางการเงิน ร่างกฎหมาย ปปง.

แจ้งเหตุฉุกเฉิน เมื่อชีวิตขึ้นกับระบบ 191 ของไทย ถึงเวลาปฏิรูปหรือยัง?
แจ้งเหตุฉุกเฉิน เมื่อชีวิตขึ้นกับระบบ 191 ของไทย ถึงเวลาปฏิรูปหรือยัง?

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้ถึงปัญหาแจ้งเหตุฉุกเฉินไม่ได้อยู่ที่การรับสาย แต่อยู่ที่การส่งต่อข้อมูลหลังรับสาย เข้าใจปัญหาระบบ การส่งต่อข้อมูลสำคัญ และ Smart

แจ้งเหตุฉุกเฉิน เมื่อชีวิตขึ้นกับระบบ 191 ของไทย ถึงเวลาปฏิรูปหรือยัง?

บทความนี้ CHEEWID จะพาไปรู้ถึงปัญหาแจ้งเหตุฉุกเฉินไม่ได้อยู่ที่การรับสาย แต่อยู่ที่การส่งต่อข้อมูลหลังรับสาย เข้าใจปัญหาระบบ การส่งต่อข้อมูลสำคัญ และ Smart City ช่วยให้การช่วยเหลือเร็วขึ้นได้อย่างไร
แจ้งเหตุฉุกเฉิน เมื่อชีวิตขึ้นกับระบบ 191 ของไทย ถึงเวลาปฏิรูปหรือยัง?
Table of Contents

Key Takeaway

  • แจ้งเหตุฉุกเฉิน คือการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน สำคัญสำหรับคนเมืองเพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมซับซ้อน ต้องอาศัยการระบุพิกัดและส่งทีมกู้ชีพเพื่อรักษาชีวิตผู้ประสบเหตุให้ทันเวลา
  • การแจ้งเหตุฉุกเฉินในไทย อุปสรรคหลักไม่ได้อยู่ที่การรับสาย แต่อยู่ที่ระบบหลังบ้านที่ขาดการเชื่อมโยงฐานข้อมูล พิกัด หรือระดับความรุนแรงเหตุการณ์เข้าด้วยกัน ทำให้หน่วยงานตำรวจ รถพยาบาล และดับเพลิง เห็นข้อมูลไม่เท่ากันจนทุกอย่างล่าช้า
  • กรุงเทพฯ ควรเป็นพื้นที่ทดลองระบบ Emergency Dispatch แบบใหม่ เพราะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มีปัญหารถติด ประชากรหนาแน่น และเหตุฉุกเฉินหลากหลาย ช่วยสร้างโมเดลต้นแบบที่มีความยืดหยุ่น ก่อนนำไปปรับใช้และขยายสู่เมืองใหญ่อื่นๆ
  • Smart City คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาพัฒนาบริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เปลี่ยนระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินแบบเดิมให้ทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียว ผ่านเครื่องมืออย่าง GPS กล้อง CCTV และแดชบอร์ดกลาง

เมื่อพูดถึงการแจ้งเหตุฉุกเฉิน หลายคนนึกถึงการกดโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ แต่จริงๆ วินาทีนั้นคือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่ระบบ ตั้งแต่การรับเรื่อง ประเมินสถานการณ์ ส่งต่อหน่วยงาน ไปจนถึงการติดตามผลการช่วยเหลือ เพราะปัญหาหน้างานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วในการรับสาย แต่อยู่ที่การส่งต่อข้อมูลหลังวางสายต่างหาก

พาไปเจาะลึกช่องโหว่ของระบบเดิม พร้อมเปิดมุมมองว่าเทคโนโลยี Smart City จะเข้ามาจัดการข้อมูลสำคัญเหล่านี้อย่างไร เพื่อเปลี่ยนทุกวินาทีวิกฤตให้เป็นการช่วยเหลือที่เข้าถึงเป้าหมายได้รวดเร็วที่สุด

 

แจ้งเหตุฉุกเฉิน คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อชีวิตคนเมือง

 

แจ้งเหตุฉุกเฉิน คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญต่อชีวิตคนเมือง 

การแจ้งเหตุฉุกเฉิน คือการร้องขอความช่วยเหลือในสถานการณ์วิกฤตที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน เหตุอาชญากรรม เพลิงไหม้ ผู้ป่วยหมดสติ ภัยพิบัติน้ำท่วม หรือเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกันจากหลายหน่วยงาน

สำหรับในประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐได้จัดสรรช่องทางสายด่วนสำคัญที่ประชาชนควรรู้เพื่อความปลอดภัย ได้แก่ 191 เหตุด่วนเหตุร้าย (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) 1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) หรือ 199 เหตุเพลิงไหม้และสาธารณภัย (สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

ในสภาพแวดล้อมของคนเมืองที่มีความซับซ้อนและการจราจรหนาแน่น การจะกดโทรศัพท์ให้ติดและมีคนรับสายเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์และความปลอดภัยของผู้ประสบเหตุคือกระบวนการหลังบ้าน มาดูลำดับขั้นตอนการจัดการเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพกัน

  1. รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่รับสายเพื่อซักถามข้อมูลและจำแนกประเภทเหตุการณ์เบื้องต้น
  2. ยืนยันตำแหน่ง ตรวจสอบและระบุพิกัดสถานที่เกิดเหตุให้ถูกต้องเพื่อลดระยะเวลาหลงทาง
  3. ประเมินความรุนแรง คัดกรองระดับความวิกฤตเพื่อจัดลำดับความสำคัญและจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น
  4. ส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระจายข้อมูลและสั่งการไปยังทีมหน้างานหรือหน่วยงานเฉพาะทางทันที
  5. ติดตามสถานะ มอนิเตอร์การเดินทางของเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติงานในพื้นที่แบบเรียลไทม์
  6. ปิดเคสและเก็บข้อมูลเพื่อปรับปรุงระบบ บันทึกสถิติและอุปสรรคที่พบเพื่อนำไปวิเคราะห์และพัฒนาโครงข่ายความปลอดภัยให้ดีขึ้น

 

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “คนรับสาย” แต่อยู่ที่ “การส่งต่อ” 

ความรู้สึกที่ว่า “สายด่วนทำงานช้า” เป็นมุมมองที่เกิดขึ้นบ่อย แต่จริงๆ โครงสร้างปัญหานั้นซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะหลังจากเจ้าหน้าที่รับสาย ระบบหลังบ้านยังต้องผ่านกระบวนการประสานงานอีกหลายต่อ ข้อมูลสำคัญ เช่น พิกัดสถานที่ ประเภทของเหตุ ระดับความรุนแรง หรือตำแหน่งของหน่วยกู้ชีพที่อยู่ใกล้ที่สุด มักไม่ได้เชื่อมโยงอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน

เมื่อแต่ละหน่วยงานมองเห็นข้อมูลไม่เท่ากัน ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความล่าช้า การทำงานซ้ำซ้อน หรือการส่งทีมปฏิบัติการไม่ตรงกับสถานการณ์จริงหน้างาน

 

เหตุฉุกเฉินรายวันต่างจากภัยพิบัติระดับชาติอย่างไร? 

ประเทศไทยมีแนวคิดและโครงสร้างการจัดการสำหรับสาธารณภัยขนาดใหญ่ เช่น ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) ที่เน้นการสั่งการ ควบคุม และประสานงานจากส่วนกลางเพื่อระงับภัยพิบัติระดับชาติ

แต่สำหรับเหตุฉุกเฉินรายวันของคนเมือง เช่น อุบัติเหตุรถชน เหตุอาชญากรรม หรือผู้ป่วยวิกฤต บริบทเหล่านี้ต้องการระบบการสั่งการและส่งจ่ายงาน (Dispatch System) ที่เน้นคล่องตัว เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลในระดับปฏิบัติการได้เร็วและต่อเนื่อง ซึ่งระบบกลางที่มีประสิทธิภาพควรเข้ามาตอบโจทย์ในด้านต่างๆ ดังนี้

  • รวมข้อมูลผู้แจ้ง เหตุการณ์ และพิกัดไว้ในเคสเดียว ป้องกันข้อมูลสูญหายหรือตกหล่นระหว่างกระบวนการ
  • ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที ปลายทางรับรู้ข้อมูลชุดเดียวกันได้พร้อมกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาโทรอธิบายใหม่ซ้ำๆ
  • สร้างการมองเห็นสถานะร่วมกัน ให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมองเห็นความคืบหน้าและสถานะของทีมหน้างานไปพร้อมกัน
  • ลดภาระงานซ้ำซ้อน ตัดขั้นตอนการโทรประสานงานซ้ำซ้อนหรือสั่งการทับซ้อนกันของแต่ละหน่วยงาน
  • บันทึกข้อมูลเพื่อประมวลผล เก็บสถิติเพื่อนำมาวิเคราะห์และระบุจุดติดขัดที่ทำให้การช่วยเหลือล่าช้า นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุด

 

เปรียบเทียบโมเดล 911 และ NHS 999 ต่างจากไทยอย่างไร?

 

เปรียบเทียบโมเดล 911 และ NHS 999 ต่างจากไทยอย่างไร? 

การศึกษาโมเดลสากลอย่าง 911 ของสหรัฐอเมริกา และ 999 ของสหราชอาณาจักร ช่วยให้เห็นภาพกลไกการคัดกรองและการส่งต่อข้อมูลที่มีระบบปฏิบัติการรองรับอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการมองเชิงโครงสร้างบริหารจัดการเพื่อหาแนวทางพัฒนาและอุดช่องว่างระบบปัจจุบัน

โมเดล 911 ของสหรัฐฯ – ศูนย์รับแจ้งและสั่งการ 

ในสหรัฐอเมริกา การโทร 911 จะเชื่อมต่อไปยังศูนย์รับสายความปลอดภัยสาธารณะ หรือ PSAP (Public Safety Answering Point) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุ ประเมินข้อมูล และประสานหน่วยตอบสนองในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ดับเพลิง หรือระบบแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) 

แนวคิดสำคัญของโมเดลนี้คือ ศูนย์รับแจ้งไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับสายโทรศัพท์ แต่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการสั่งการและส่งจ่ายงาน (Dispatch) ที่เชื่อมโยงข้อมูลตรงถึงเจ้าหน้าที่ภาคสนามทันที

โมเดล NHS 999 ของสหราชอาณาจักร – การแยกเคสด่วนจริง

ในสหราชอาณาจักร สายด่วน 999 ถูกกำหนดให้ใช้เฉพาะเหตุฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต เช่น อุบัติเหตุรุนแรง โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะหัวใจวาย ส่วนในกรณีที่ไม่แน่ใจอาการหรือไม่ได้ฉุกเฉินถึงชีวิต ระบบจะมีช่องทาง NHS 111 ไว้สำหรับคัดกรองและให้คำแนะนำเบื้องต้นก่อน วิธีนี้ช่วยลดความหนาแน่นของสาย และทำให้เจ้าหน้าที่ในระบบฉุกเฉินหลักสามารถโฟกัสกับเหตุวิกฤตได้เต็มประสิทธิภาพ

 

สิ่งที่ไทยเรียนรู้ได้จาก 911 และ 999 

  • ระบบคัดกรองระดับความเร่งด่วน มีเกณฑ์ประเมินระดับความรุนแรงที่มีมาตรฐาน เพื่อจัดลำดับการกระจายความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
  • การวิเคราะห์แยกแยะหน่วยงาน ประเมินได้ทันทีว่าเหตุการณ์นั้นต้องการตำรวจ รถพยาบาล หรือจำเป็นต้องส่งกำลังหนุนจากหลายหน่วยงานพร้อมกันเพื่อความปลอดภัย
  • การลดภาระสายด่วนหลัก มีช่องทางเฉพาะสำหรับให้คำแนะนำกรณีเหตุไม่ฉุกเฉิน เพื่อลดปริมาณการโทรผิดประเภท
  • การใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน ออกแบบระบบให้แชร์ข้อมูลผู้แจ้งและพิกัดได้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้าถึงชุดข้อมูลเดียวกัน ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายรอบ

 

ทำไมกรุงเทพฯ ควรเป็นพื้นที่ทดลองระบบ Emergency Dispatch แบบใหม่

 

ทำไมกรุงเทพฯ ควรเป็นพื้นที่ทดลองระบบ Emergency Dispatch แบบใหม่ 

กรุงเทพฯ คือพื้นที่ที่เหมาะสำหรับเป็น Sandbox (ห้องทดลอง) ระบบจัดการเหตุฉุกเฉินรูปแบบใหม่ ด้วยปัจจัยความพร้อมและความท้าทายเฉพาะตัว 

  • ความท้าทายทางกายภาพ มีประชากรหนาแน่น เส้นทางซับซ้อน และมีวิกฤตการจราจรที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวลาการเข้าถึงจุดเกิดเหตุ
  • ภัยพิบัติหลายประเภท ตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวันอย่างอุบัติเหตุ อัคคีภัย ผู้ป่วยวิกฤต ไปจนถึงปัญหาน้ำท่วมขังเฉพาะจุด
  • ความซับซ้อนของหน่วยงาน เป็นศูนย์รวมที่ต้องประสานงานหลายภาคส่วนพร้อมกัน ทั้งส่วนกลาง ท้องถิ่น โรงพยาบาล มูลนิธิ และเครือข่ายอาสาสมัคร
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีระบบฐานข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลรองรับการทดลองนวัตกรรมใหม่ได้ทันที

การเริ่มทดลองในพื้นที่ที่มีโจทย์ยากที่สุดอย่างกรุงเทพฯ จะช่วยสร้างโมเดลต้นแบบที่ยืดหยุ่น เพื่อปรับใช้ขยายผลกับเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น หรือพัทยา ง่ายขึ้น

 

สิ่งที่ควรทดลองในกรุงเทพฯ 

  • ระบบรับแจ้งเหตุที่ผูกกับพิกัด GPS ระบุตำแหน่งของผู้แจ้งและจุดเกิดเหตุโดยอัตโนมัติเพื่อความแม่นยำ
  • แดชบอร์ดกลาง (Central Dashboard) เชื่อมโยงข้อมูลชุดเดียวกันให้ตำรวจ รถพยาบาล ดับเพลิง และหน่วยงานท้องถิ่นมองเห็นและทำงานร่วมกัน
  • ระบบค้นหาหน่วยปฏิบัติการใกล้ที่สุด ตรวจสอบตำแหน่งของทีมกู้ชีพกู้ภัยในขณะนั้น เพื่อส่งทีมที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุที่สุดเข้าพื้นที่
  • ระบบอัปเดตสถานะการทำงาน ติดตามความคืบหน้าของภารกิจแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่รับเรื่อง กำลังเดินทาง ถึงที่เกิดเหตุ และปิดเคส
  • การเชื่อมโยงข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเมือง ผสานการทำงานร่วมกับระบบกล้อง CCTV ข้อมูลสภาพการจราจร หรือข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมขังเพื่อใช้วางแผนเส้นทางเดินรถฉุกเฉิน

 

กรณีศึกษาเมืองที่เริ่มใช้แนวคิด Smart Emergency 

หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่การเป็นเมืองปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี หนึ่งในแนวคิดที่นำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมคือระบบ Smart SOS แพลตฟอร์มที่เปิดให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินพร้อมส่งพิกัด GPS ของตัวเองไปยังศูนย์ควบคุมกลางแบบเรียลไทม์

เมื่อระบบกลางได้พิกัดที่แน่นอน เจ้าหน้าที่จะประเมินสถานการณ์รอบข้างผ่านการเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดและตรวจสอบสภาพการจราจรบริเวณนั้นได้เลย ทำให้การประสานงานและส่งทีมกู้ชีพเข้าถึงพื้นที่เร็วและเหมาะกับเหตุการณ์นั้นมากขึ้น

 

Smart City ที่ดี ไม่ใช่แค่มีแอป แต่ต้องช่วยชีวิตคนได้เร็วขึ้น 

เมืองอัจฉริยะไม่ควรเป็นแค่ภาพลักษณ์หรือการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาใหม่ แต่ต้องวัดผลลัพธ์ที่การยกระดับบริการสาธารณะให้ทำงานดีขึ้น การพัฒนา Smart City จึงต้องไม่เริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “อยากใช้เทคโนโลยีอะไร” แต่ควรเริ่มจาก “ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาอะไร”

ตัวอย่างเช่น โทรแจ้งเหตุแล้วไม่สามารถติดตามสถานะได้ การรอรถพยาบาลโดยไม่รู้พิกัด ข้อมูลตกหล่นระหว่างส่งต่อ หรือเจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายเห็นฐานข้อมูลไม่ตรงกัน นี่คือโจทย์หลักที่เทคโนโลยีต้องเข้ามาแก้ เพื่อช่วยให้เมืองรับรู้ปัญหาเร็วขึ้น ตอบสนองไวขึ้น และประเมินผลได้แม่นยำ

Smart Living มิติเมืองอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัย… การขับเคลื่อนเมืองในมิติ Smart Living จำเป็นต้องบูรณาการเทคโนโลยี เช่น กล้อง CCTV และระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติบนท้องถนนหรือพื้นที่สาธารณะโดยอัตโนมัติ ผสานการทำงานบน IoT Sensor, Data Platform, GPS, Dashboard และระบบแจ้งเตือน เพื่อการจัดการเหตุฉุกเฉินให้เข้าถึงเป้าหมายเร็วขึ้น

ตัวชี้วัด Smart City ด้านการจัดการเหตุฉุกเฉิน

  1. เวลาเฉลี่ยตั้งแต่รับแจ้งจนถึงส่งต่อข้อมูล ความเร็วในการคัดกรองและกระจายงานไปยังหน่วยปฏิบัติการ
  2. เวลาเฉลี่ยที่หน่วยช่วยเหลือไปถึงพื้นที่ ระยะเวลาที่ทีมกู้ชีพ กู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ใช้เดินทางถึงจุดเกิดเหตุจริง
  3. จำนวนเคสที่ส่งต่อผิดหน่วยงาน ตัวเลขที่สะท้อนความแม่นยำของการคัดกรองข้อมูลในระบบหลังบ้าน
  4. จำนวนครั้งที่ประชาชนต้องโทรซ้ำ อัตราความคืบหน้าของการแจ้งเหตุและการแจ้งสถานะให้ผู้ประสบภัยทราบ
  5. ความพึงพอใจหลังได้รับความช่วยเหลือ การประเมินผลลัพธ์จากมุมมองของภาคประชาชน
  6. ความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังเพื่อปรับปรุงระบบ การจัดเก็บและนำข้อมูลดิบไปวิเคราะห์ถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาโครงข่ายความปลอดภัยของเมืองระยะยาว

 

สรุป

ถึงเวลาคิดใหม่เรื่อง 191 และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินไทยหรือยัง?

ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันคิดใหม่เรื่องระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน เพราะความปลอดภัยในชีวิตไม่ควรจำกัดอยู่แค่การโทรติด แต่คือการออกแบบระบบที่ทำให้การส่งต่อข้อมูลเร็วเท่าทันสถานการณ์เร่งด่วน ปัญหาหน้างานจึงไม่ใช่เรื่องของคนรับสาย แต่เป็นระบบหลังบ้านที่ต้องช่วยเชื่อมโยงให้ตำรวจ รถพยาบาล ดับเพลิง และเครือข่ายอาสาสมัครมองเห็นฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อการปฏิบัติงานที่ง่ายและไร้รอยต่อ 

หากกรุงเทพฯ สามารถเริ่มทดลองระบบ Emergency Dispatch ที่ประมวลผลเรียลไทม์ได้สำเร็จ นี่จะเป็นก้าวสำคัญของ Smart City ที่ไม่ได้ฉลาดแค่ตัวเทคโนโลยี แต่เป็นเมืองที่ฉลาดพอจะรักษาชีวิตคนไว้ได้ทันท่วงที

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเหตุฉุกเฉิน (FAQ)

ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินแบบใหม่ ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง?

ระบบใหม่ควรมีระบบระบุพิกัด GPS อัตโนมัติ แดชบอร์ดกลาง (Central Dashboard) ที่เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจ รถพยาบาล และดับเพลิง พร้อมระบบคัดกรองและประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อให้สามารถส่งจ่ายงาน (Dispatch) ไปยังหน่วยปฏิบัติการที่อยู่ใกล้ที่สุดได้

ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินเชื่อมต่อเรียลไทม์ มีประโยชน์อย่างไร?

ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเห็นสถานะและชุดข้อมูลเดียวกันทันที ลดขั้นตอนประสานงานซ้ำซ้อนและการที่ประชาชนต้องเล่าเหตุการณ์ซ้ำหลายรอบ ทั้งยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมอนิเตอร์การเดินทางและเตรียมความพร้อมเข้าช่วยเหลือได้เลย

ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่ดี ควรมีอะไรบ้าง?

ควรมีช่องทางเข้าถึงง่าย มีเสถียรภาพ และเข้าถึงได้หลายรูปแบบ มีเกณฑ์คัดกรองระดับความวิกฤตที่มีมาตรฐานสากล ตลอดจนระบบติดตามผลและจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ วางแผนป้องกัน และปรับปรุงระบบความปลอดภัยของเมืองในระยะยาว

แจ้งเหตุฉุกเฉินควรโทรเบอร์อะไร? 

ประชาชนสามารถโทรติดต่อสายด่วนหลักตามประเภทของเหตุการณ์ ได้แก่ 191 สำหรับเหตุด่วนเหตุร้าย 1669 สำหรับเจ็บป่วยฉุกเฉิน และ 199 สำหรับเหตุเพลิงไหม้และสาธารณภัย เพื่อให้ข้อมูลส่งตรงถึงหน่วยงานเฉพาะทางที่มีอุปกรณ์พร้อมช่วยเหลือ

Emergency Call โทรหาใคร?

ฟังก์ชัน Emergency Call บนสมาร์ตโฟนระบบจะเชื่อมต่อไปศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินหลักของท้องถิ่นในพื้นที่นั้นโดยอัตโนมัติ (สำหรับประเทศไทยจะต่อสายไปยัง 191) เพื่อประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทีมกู้ชีพที่ใกล้ที่สุดให้เข้ามาระงับเหตุทันที แม้ในขณะที่หน้าจอโทรศัพท์จะล็อกอยู่ก็ตาม 

 

References

  1. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa). การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ. depa.or.th. Published 18 August 2021. Retrieved 5 June 2026.

องค์กรเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้อง

banner - กสศ
logo - กสศ

กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

เราสนับสนุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้าง พัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู
logo - มูลนิธิไทยรัฐ

มูลนิธิไทยรัฐ

เราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการศึกษา และช่วยเหลือกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจนและนักเรียนดีเด่นทั่วไป ส่งเสริมการศึกษา และค้นคว้าวิจัยงานหนังสือพิมพ์ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์เพื่อเด็กๆ

banner - sos เด็กโสสะ

มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยฯ

เราช่วยเหลือเด็กที่สูญเสียบิดามารดา ขาดญาติมิตร ในรูปแบบของครอบครัวทดแทนถาวรระยะยาว เพื่อให้เด็กสามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงดูตัวเองได้ไม่เป็นภาระต่อสังคม