Key Takeaway
- สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะต่างจากระบบตั้งเวลาตายตัว เพราะใช้ข้อมูลปริมาณรถช่วยปรับจังหวะไฟให้เหมาะกับสภาพการจราจรจริง
- กทม. รายงานว่าระบบ Adaptive ที่ใช้งานก่อนหน้านี้ช่วยลดความล่าช้าบางทางแยกประมาณ 41% แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันตามพื้นที่และสภาพจราจร
- เทคโนโลยีช่วยจัดการรถที่มีอยู่บนถนนได้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ทุกสาเหตุของรถติด เช่น ปริมาณรถเกินความจุ คอขวด อุบัติเหตุ และโครงสร้างการเดินทางของเมืองได้เพียงลำพัง
จอดติดไฟแดงจนท้อ ทั้งที่ฝั่งตรงข้ามแทบไม่มีรถแต่กลับได้ไฟเขียวลากยาว ปัญหานี้มาจากระบบตั้งเวลาแบบเดิม กรุงเทพฯ จึงเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ “สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ” (Adaptive Signal) ที่ใช้ข้อมูลปริมาณรถปรับจังหวะไฟให้เหมาะกับสภาพจราจรจริง
ตามแผนปฏิบัติราชการ กทม. ปี 2569 มีเป้าหมายผลักดันระบบนี้ 200 ทางแยก ในทางปฏิบัติมีข้อมูลล่าสุดระบุถึงแผนเตรียมดำเนินโครงการเพิ่มอีก 50 ทางแยกในปี 2569 ไปดูวิธีทำงาน ผลลัพธ์ แผนขยายในกรุงเทพฯ พร้อมข้อจำกัด ก่อนตอบว่าจะลดรถติดได้แค่ไหน แล้วไฟแดงที่ “คิดเองได้” จะช่วยกู้คืนเวลาชีวิตคนกรุงได้จริงไหม? เราควรคาดหวังอะไรจากโครงการนี้
ทำไมรถติดถึงยังเป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ?
กรุงเทพฯ เผชิญปัญหารถติดมานาน การพุ่งเป้าไปที่ “สัญญาณไฟจราจรตั้งเวลาไม่ดี” อย่างเดียวอาจเป็นการมองข้ามมิติอื่นของปัญหา เพราะระบบจราจรในเมืองหลวงซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน
รถติดไม่ได้เกิดจากสัญญาณไฟอย่างเดียว
ปัจจัยที่ทำให้รถเคลื่อนตัวช้ามาจากหลายองค์ประกอบ
- ปริมาณรถเกินความจุ จำนวนรถยนต์ที่สัญจรมีมากกว่าพื้นที่ผิวจราจรที่รองรับได้
- ทางแยกและคอขวด โครงสร้างถนนที่บีบแคบลงทำให้รถต้องชะลอตัว
- จุดกลับรถ การรอเลี้ยวที่กินพื้นที่ช่องจราจรทางตรง
- รถจอดกีดขวาง การจอดรถริมถนน ซ้อนคัน หรือจอดแช่ป้าย
- เหตุฉุกเฉิน รถเสียและอุบัติเหตุที่ทำให้เสียช่องจราจร
- โครงข่ายถนน การเชื่อมต่อของซอยตันบังคับให้รถต้องออกสู่ถนนสายหลัก
- เวลาเร่งด่วน การเดินทางที่กระจุกตัวพร้อมกันในช่วงเช้าและเย็น
- พฤติกรรมขับขี่ การปาดหน้า แย่งเลน หรือขับไปจอดติดค้างกลางแยก
ทำไม “ทางแยก” ถึงมีผลต่อรถติดทั้งโครงข่าย
แม้สัญญาณไฟจะไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่ทางแยกคือจุดที่ส่งผลกระทบวงกว้าง ปรากฏการณ์ Queue Spillback หรือท้ายแถวสะสมย้อนกลับ เกิดขึ้นเมื่อรถจากทางแยกหนึ่งระบายไม่ทันจนคิวยาวไปขวางทางแยกก่อนหน้า ทำให้รถในทิศทางอื่นเคลื่อนตัวไม่ได้
ปัญหาจากจุดเดียวจึงลุกลามเป็นโดมิโน่ไปยังถนนเส้นอื่น การจัดการรถบริเวณทางแยกให้เหมาะกับปริมาณจริงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นำไปสู่เทคโนโลยีสัญญาณไฟแบบ Adaptive Signal

สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะคืออะไร?
สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Signal) คือระบบที่ปรับระยะเวลาไฟเขียว – ไฟแดงได้เองตามปริมาณรถ ณ เวลานั้น เพื่อเร่งระบายรถฝั่งที่หนาแน่น ลดการติดไฟแดงโดยไม่จำเป็น และช่วยให้การจราจรโดยรวมไหลลื่นขึ้น
ระบบเดิมแบบ Fixed Time ทำงานอย่างไร
ระบบดั้งเดิมจะกำหนดรอบเวลาไว้ล่วงหน้า เช่น ทิศ A ไฟเขียว 60 วินาที แล้วสลับไปทิศ B 40 วินาที แม้จะตั้งโปรแกรมเวลาให้ต่างกันได้ในชั่วโมงเร่งด่วน แต่เมื่อปริมาณรถเปลี่ยนกะทันหัน ระบบจะไม่สามารถปรับจังหวะไฟเพื่อรับมือกับสถานการณ์หน้างานได้ทัน
Adaptive Signal ต่างจากระบบเดิมอย่างไร
ระบบนี้แก้จุดอ่อนด้วยกระบวนการต่อเนื่อง
- ตรวจจับรถ
- วิเคราะห์ปริมาณและท้ายแถว
- คำนวณจังหวะ
- ปรับเวลาไฟเขียว – แดง
โดยระบบของ กทม. จะใช้กล้อง CCTV บริเวณแยกเพื่อตรวจจับปริมาณรถ และใช้ซอฟต์แวร์ประมวลผลปรับสัญญาณไฟให้เข้ากับสภาพจราจรจริงแบบเรียลไทม์
AI ตัดสินใจทั้งหมดไหม
คำว่า “Smart Traffic” ไม่ได้แปลว่าปล่อยให้ AI ควบคุมทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จ ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลจาก Project Green Light มาใช้ ระบบจะวิเคราะห์และเสนอแนะการตั้งเวลาไฟจราจรใหม่ แต่ท้ายที่สุด วิศวกรของ กทม. จะเป็นผู้ประเมินความปลอดภัย ความเป็นไปได้ และผลกระทบต่อแยกใกล้เคียง ก่อนตัดสินใจอนุมัติใช้งานจริง
จาก 74 แยกสู่เป้าหมาย 200 แยก ตอนนี้กรุงเทพฯ อยู่ตรงไหน?
ระบบ Adaptive ที่ใช้งานก่อนปี 2569
ข้อมูลจากสำนักการจราจรและขนส่งในปี 2569 ระบุว่ามีระบบ Adaptive Control ใช้งานแล้ว 74 ทางแยก ซึ่งอัปเดตจากตัวเลข 72 ทางแยกในฐานข้อมูล Open Policy ก่อนหน้านี้ การประเมินสถานะของโครงการจึงควรยึดชุดข้อมูลที่มีวันที่ล่าสุดเป็นหลัก
เป้าหมาย 200 ทางแยกมาจากไหน
แผนปฏิบัติราชการกรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งเป้าหมายขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Signaling) ให้ครอบคลุม 200 ทางแยก โดยวางกรอบงบประมาณรองรับโครงการนี้ไว้ที่ 500 ล้านบาท
โครงการที่กำลังดำเนินการจริงตอนนี้กี่แยก?
แม้แผนนโยบายจะกำหนดไว้ 200 แยก แต่ระบบ BMA Monitor ระบุสถานะโครงการติดตั้งที่กำลังดำเนินการในปี 2569 ไว้ที่ 50 ทางแยก โครงการนี้เพิ่งลงนามสัญญาจ้างเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 และรายงานความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569 พบว่าตัวชี้วัดจำนวนแยกที่ติดตั้งเสร็จสิ้นยังคงแสดงผลเป็น 0
สาระน่ารู้! ทำไมตัวเลข 74, 50 และ 200 ถึงไม่ควรนำมาบวกกันตรงๆ?
หลายคนอาจสับสนและสรุปว่า “กรุงเทพฯ กำลังมี 324 แยกอัจฉริยะ” แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขแต่ละชุดมีความหมายต่างกัน
- 74 คือระบบที่มีการรายงานว่าใช้งานแล้วก่อนหน้านี้
- 50 คือโครงการเพิ่มเติมที่กำลังดำเนินการตามสัญญาในปี 2569
- 200 คือเป้าหมายรวมในระดับแผนนโยบาย
การนำตัวเลขเหล่านี้มาบวกกันตรงๆ โดยไม่มีข้อมูลยืนยันรายละเอียดที่ทับซ้อนกัน จะทำให้ความเข้าใจต่อภาพรวมโครงการคลาดเคลื่อนได้
แยกไหนคือจุดที่ควรจับตา และวัดว่า “วิกฤต” จากอะไร?
อย่าดูแค่จำนวนรถ
การประเมินว่าทางแยกไหนมีปัญหาจราจรเข้าขั้นวิกฤต ไม่ได้วัดจากปริมาณรถบนถนนอย่างเดียว แต่วิศวกรจราจรพิจารณาผ่านหลายดัชนีวัดผล
- Average Delay ระยะเวลาสัญจรที่ล่าช้าสะสม
- Queue Length ความยาวของแถวรถที่จอดคอย
- Cycle Time ระยะเวลาครบรอบสัญญาณไฟ
- จำนวนรถที่ผ่านแยก ความสามารถในการระบายรถต่อชั่วโมง
- Queue Spillback ปัญหาท้ายแถวยาวสะสมล้นข้ามไปขวางแยกก่อนหน้า
- Travel Time เวลาทั้งหมดที่ใช้ในการเดินทางผ่านพื้นที่
ตัวอย่างแยกที่เห็นผลลัพธ์ชัด
จากการประเมินระบบ Adaptive ในแต่ละพื้นที่ พบว่าผลลัพธ์ต่างกัน โดย กทม. รายงานว่าในบางพื้นที่ระบบสามารถช่วยลดความล่าช้าสะสมลงได้สูงสุดราว 41% ตัวอย่างเช่น การทดสอบบริเวณแยกพระโขนง – สุขุมวิท 71 ซึ่ง กทม. ระบุว่าสามารถปรับลดรอบสัญญาณไฟรวมให้สั้นลงจากเดิมราว 12 นาที เหลือเพียงประมาณ 6 นาที ช่วยให้การระบายรถช่วงเวลาเร่งด่วนคล่องตัวขึ้น
ทำไมการวิเคราะห์ต้องดูทั้งพื้นที่ ไม่ใช่แก้ทีละแยก?
การแก้ปัญหารถติดด้วยสัญญาณไฟจราจรไม่สามารถทำแบบแยกเดี่ยวได้ เพราะถนนและทางแยกในเมืองทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ
Area Traffic Control คืออะไร
การควบคุมสัญญาณไฟจราจรเป็นพื้นที่ (Area Traffic Control) คือการเชื่อมโยงสัญญาณไฟทุกแยกเข้าด้วยกัน หากปรับไฟเขียวให้แยกหนึ่งโดยไม่มองแยกถัดไป จะเป็นแค่การย้ายจุดรถติดจากทางแยกหนึ่งไปอีกทางแยกหนึ่งเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) เคยนำร่องระบบนี้ในกรุงเทพฯ ครอบคลุมถนนพหลโยธิน ประดิพัทธ์ พระราม 6 และราชวิถี โดยเชื่อมสัญญาณไฟ 13 ทางแยกเข้าด้วยกัน ซึ่งรายงานระบุว่าช่วยลดความยาวแถวรถสะสมในแยกสำคัญลงได้ราว 30% หลังเริ่มใช้งาน
เพราะอะไร “ไฟเขียวเพิ่ม” ที่แยกหนึ่งอาจทำให้อีกแยกติดกว่าเดิม
หากแยก A ปล่อยไฟเขียวระบายรถออกไปเยอะมาก แต่แยก B ที่อยู่ถัดไปมีพื้นที่จำกัดหรือติดไฟแดงอยู่ รถทั้งหมดจะพุ่งไปจอดแช่สะสมที่หน้าแยก B ทันที และเมื่อพื้นที่เต็ม ท้ายแถวก็จะยาวสะสมย้อนกลับมาขวางการจราจรที่แยก A อยู่ดี

สัญญาณไฟอัจฉริยะลดรถติดได้จริงแค่ไหน?
คำตอบไม่ได้ตอบกันง่ายๆ แค่ “ลดได้” หรือ “ลดไม่ได้” เพราะประสิทธิภาพของระบบอัจฉริยะขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ และดัชนีที่ใช้วัดผล
หลักฐานจากระบบที่ใช้งานในกรุงเทพฯ
ข้อมูล กทม. ระบุว่า การติดตั้งระบบ Adaptive ผ่านกล้อง CCTV ใน 72 ทางแยก ช่วงปี 2567–2568 ช่วยลดความล่าช้าบริเวณทางแยกได้ประมาณ 41% เมื่อเทียบกับระบบตั้งเวลาคงที่
ขณะเดียวกัน โครงการ Project Green Light ที่ร่วมมือกับ Google ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2568 ได้ใช้ AI และข้อมูลจาก Google Maps ปรับจังหวะไฟไปแล้วกว่า 50 แยก ณ พฤษภาคม 2568 โดยรายงานชี้ว่าช่วยลดการหยุดรถได้สูงสุด 30% และคาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 10%
ผลจาก Area Traffic Control
ในมิติของการควบคุมเป็นโครงข่าย รายงานจากโครงการนำร่อง Area Traffic Control โดย JICA ชี้ว่า การจัดการสัญญาณไฟแบบเชื่อมโยงกัน ช่วยลดความยาวแถวรถสะสมบริเวณทางแยกสำคัญในพื้นที่ทดสอบลงได้ประมาณ 30% หลังเริ่มเปิดใช้งานจริง ช่วยให้การสัญจรในภาพรวมของย่านนั้นไหลลื่นขึ้น
ตัวเลขเหล่านี้หมายความว่า “กรุงเทพฯ รถติดลดลง 41%” ไหม?
ไม่สามารถตีความแบบนั้นได้ เนื่องจากตัวเลขความสำเร็จ 41% เป็นเพียงการวัดค่าเฉพาะจุด เช่น ความล่าช้าที่ลดลง ณ ทางแยกนั้นๆ หรือความยาวแถวรถที่สั้นลง ไม่ใช่ภาพรวมของการจราจรทั้งกรุงเทพฯ
การที่แยกหนึ่งระบายรถได้เร็วขึ้น 41% ช่วยให้จุดนั้นคล่องตัวขึ้นจริง แต่ไม่ได้แปลว่าภาพรวมการเดินทางจากบ้านไปที่ทำงานของคนกรุงจะใช้เวลาน้อยลงในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมด
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและคนกรุงเทพ ควรถามเรื่องอะไร?
การประเมินประสิทธิภาพของระบบไฟจราจรอัจฉริยะไม่ควรสรุปจากมุมมองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การตั้งคำถามเจาะลึกกับทั้งผู้เชี่ยวชาญและคนใช้ถนนจริง จะช่วยให้เห็นภาพสะท้อนรอบด้านและเป็นประโยชน์ขึ้น
คำถามสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านจราจร
- ควรใช้นวัตกรรมวัดผลแบบไหน จึงสะท้อนความสำเร็จได้ดีที่สุด?
- ทางแยกกายภาพแบบไหนที่เหมาะ หรือไม่เหมาะกับระบบ Adaptive Control?
- เมื่อปริมาณรถเกินความจุถนน ระบบนี้ยังช่วยอะไรได้บ้าง?
- การประเมินผลควรเน้นที่ทางแยกเดี่ยวๆ หรือมองภาพรวมทั้งเส้นทาง?
คำถามสำหรับคนใช้ถนนจริง
มุมมองจากคนใช้ถนนหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนขับรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รถเมล์ แท็กซี่ ไรเดอร์ คนเดินเท้า และคนใช้ทางข้าม มีความสำคัญต่อการประเมินสภาพแวดล้อมจริง
- คนขับขี่ “รู้สึกว่าระยะเวลารอไฟแดงสมดุลขึ้นไหม หรือรถแค่ย้ายไปติดขัดตรงจุดอื่น?”
- คนใช้รถเมล์ หรือคนเดินเท้า “จังหวะไฟข้ามถนนยังปลอดภัยและมีเวลาเพียงพอไหม?”
แม้ประสบการณ์จริงจากคนใช้ถนน 3 – 5 คน จะช่วยฉายภาพการใช้งานหน้างานได้ดี แต่ก็เป็นแค่ภาพสะท้อนเฉพาะจุดที่ไม่ควรถือเป็นความเห็นของคนกรุงเทพฯ ทั้งหมด
ความคาดหวังกับความเป็นไปได้ ไฟอัจฉริยะแก้รถติดได้แค่ไหน?
| ความคาดหวัง | ความเป็นจริง |
| ไฟเขียว – แดงอัจฉริยะจะช่วยแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ให้หมดไปได้ | ทำได้แค่เร่งระบายรถให้ลื่นไหลขึ้น ณ ทางแยก แต่ไม่อาจลดจำนวนรถที่เกินความจุถนนลงได้ |
| AI จะบริหารไฟจราจรได้สมบูรณ์แบบอัตโนมัติ 100% | ระบบวิเคราะห์และเสนอข้อมูลเชิงลึก แต่ยังต้องใช้การประเมินความปลอดภัยโดยวิศวกร |
| เมื่อติดตั้งแล้ว การเดินทางทุกเส้นทางจะเร็วขึ้นทันที | ช่วยลดความล่าช้าสะสมเฉพาะจุด แต่อาจย้ายจุดติดขัดไปสะสมที่ทางแยกต่อไปหากโครงข่ายแน่น |
| เวลาไฟเขียวเพิ่มขึ้น แปลว่ารถติดทั้งกรุงเทพฯ ลดลง | ตัวเลขประสิทธิภาพ 41% คือความคล่องตัว ณ แยกนั้นๆ ไม่ใช่เวลารวมของการเดินทางทั้งเมือง |
ควรมองสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะเป็นแค่ “เครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ” บริเวณทางแยก มากกว่าจะเป็นคำตอบเดียวที่กู้คืนวิกฤตการจราจรทั้งหมดของกรุงเทพฯ การแก้ปัญหารถติดระยะยาวยังคงต้องอาศัยการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ การจัดระเบียบวินัยจราจร และการปรับปรุงกายภาพถนนควบคู่กันไป

คนกรุงเทพช่วยผลักดันการแก้ปัญหาจราจรได้อย่างไร?
การแก้ปัญหารถติดไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่คนเมืองสามารถเข้าร่วมขับเคลื่อนระบบ (Civic Participation) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ผ่าน 3 ทางนี้
1. แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
หากพบเจอปัญหาเมืองที่กระทบการเดินทาง เช่น สัญญาณไฟจราจรรวน อุปกรณ์ชำรุด หรือสภาพพื้นที่ขัดขวางการสัญจร สามารถถ่ายรูปและแจ้งพิกัดผ่าน Traffy Fondue ซึ่งเป็นระบบรับเรื่องร้องเรียนของ กทม. การรายงานปัญหานี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นข้อผิดพลาดหน้างานได้เร็วและลงพื้นที่แก้ไขได้ทันที
2. ให้ข้อมูลที่เจาะจงมากกว่าบอกว่า “รถติด”
การแจ้งเหตุจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อระบุรายละเอียดหน้างานเพื่อให้วิศวกรนำข้อมูลไปประมวลผลต่อได้
- วันและช่วงเวลาที่เกิดปัญหา
- ทิศทางและระยะท้ายแถวสะสมโดยประมาณ
- พฤติกรรมรถติดค้างกลางแยก หรือสัญญาณไฟปล่อยจังหวะผิดปกติ
3. ติดตามผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่จำนวนระบบที่ติดตั้ง
ร่วมตั้งคำถามและตรวจสอบข้อมูลสาธารณะ เพื่อประเมินว่าโครงการแก้ปัญหาได้จริงและคุ้มงบประมาณไหม
- ติดตั้งแล้วความล่าช้าลดลงจริงไหม
- ประสิทธิภาพช่วง Peak กับ Off-peak ต่างกันอย่างไร
- รถระบายได้ไวขึ้น หรือปัญหาย้ายไปสะสมที่ทางแยกต่อไปแทน
สรุป
สัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะมีศักยภาพช่วยลดความล่าช้าและท้ายแถวสะสมในหลายพื้นที่ แต่ผลลัพธ์จริงแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละทางแยก ที่สำคัญ เทคโนโลยีนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง ทั้งปริมาณรถเกินความจุ คอขวด หรืออุบัติเหตุได้เพียงลำพัง ดังนั้น คำถามสำคัญของคนกรุงเทพฯ หลังจากนี้ จึงไม่ใช่แค่ “ติดตั้งครบกี่แยก” แต่คือ “หลังติดตั้งใช้งานจริงแล้ว ประชาชนประหยัดเวลาเดินทางได้มากขึ้นแค่ไหน”
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
ไฟจราจรอัจฉริยะ มีข้อจำกัดอะไร?
ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ผิวจราจรได้ ถ้าปริมาณรถเกินความจุถนนถาวร ระบบก็ไม่สามารถระบายรถได้หมด นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ กล้องถูกบดบัง และไม่สามารถแก้ปัญหากายภาพ เช่น รถจอดกีดขวางหรือคอขวดสะสมได้
กล้อง CCTV รู้ได้อย่างไร ว่ามีรถมากหรือน้อย?
ซอฟต์แวร์ประมวลผลภาพ (Computer Vision) จะวิเคราะห์ภาพจากกล้องแบบเรียลไทม์ โดยใช้อัลกอริทึมนับจำนวนรถ วัดระยะความยาวของแถวรถที่จอดคอย และประเมินความเร็วการเคลื่อนตัวในพื้นที่ตรวจจับ เพื่อนำไปคำนวณจังหวะสัญญาณไฟ
Area Traffic Control ต่างจาก Adaptive Signal อย่างไร?
Adaptive Signal เน้นปรับเวลาไฟจราจรตามปริมาณรถ ณ ทางแยกใดทางแยกหนึ่ง ส่วน Area Traffic Control (ATC) คือการเชื่อมโยงสัญญาณไฟของหลายทางแยกในโครงข่ายเข้าด้วยกัน เพื่อบริหารจราจรภาพรวมและป้องกันท้ายแถวสะสมไปขวางแยกอื่น
Project Green Light ของ Google เกี่ยวกับไฟจราจรกรุงเทพอย่างไร?
เป็นโครงการความร่วมมือที่นำ AI และข้อมูลแนวโน้มการขับขี่จาก Google Maps มาวิเคราะห์เพื่อเสนอแบบแผนการตั้งเวลาไฟจราจรใหม่ให้ กทม. ช่วยลดการจอดติดไฟแดงโดยไม่จำเป็น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกบริเวณทางแยก
หากพบสัญญาณไฟจราจรผิดปกติ ควรแจ้งที่ไหน?
แจ้งผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ของ กทม. โดยระบุพิกัดทางแยก ถ่ายภาพหน้างาน พร้อมระบุวัน เวลา และลักษณะความผิดปกติ เช่น ไฟค้าง จังหวะปล่อยรถสั้นเกินไป หรืออุปกรณ์ชำรุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขได้ตรงจุด
References
- กทม. 019 บริหารจัดการจราจรด้วยระบบอัจฉริยะ (ITMS) เพื่อบริหารจัดการจราจรทั้งโครงข่ายและกวดขันวินัยจราจร. bangkok.go.th. Retrieved 8 September 2026.






