Key Takeaway
- ภาษีคือเงินกองกลางที่ประชาชนและธุรกิจจ่ายให้รัฐ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ภาษีทางตรง (เก็บจากรายได้หรือทรัพย์สิน) และภาษีทางอ้อม (แฝงอยู่ในราคาสินค้า เช่น VAT)
- รัฐจะนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนน รถไฟฟ้า สนับสนุนโรงพยาบาล โรงเรียน และจัดสรรเป็นสวัสดิการต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในประเทศ
- การละเลยหรือหลบเลี่ยงภาษีจะส่งผลให้ถูกสรรพากรตรวจสอบและเรียกเก็บย้อนหลัง ต้องเสียค่าปรับ ดอกเบี้ย และถ้าจงใจเลี่ยงภาษีอาจมีโทษทางอาญาถึงขั้นจำคุก
- ควรยื่นภาษีในช่วงต้นปีต่อไป โดยทำได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์สรรพากร เริ่มจากเตรียมเอกสารให้พร้อม ให้ระบบคำนวณภาษี ยืนยันข้อมูล แล้วชำระเงินหรือรอรับเงินคืนได้เลย
ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “ภาษี” กันดี แต่หลายคนอาจยังคงมีคำถามคาใจว่า จริงๆ แล้วสิ่งนี้คืออะไร ทำไมเราถึงมีหน้าที่จ่ายให้รัฐ? คำตอบก็คือ ภาษีคือเงินที่ประชาชนหรือธุรกิจต้องจ่ายให้รัฐตามกฎหมาย เพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศและจัดสรรบริการสาธารณะ เช่น สร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน ดูแลสวัสดิการประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว เงินทุกบาทที่เราจ่ายไปก็จะถูกนำไปหมุนเวียนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกลับมายกระดับคุณภาพชีวิตในทุกๆ วันของพวกเราทุกคนนั่นเอง!
ภาษีคืออะไร? ทำไมทุกคนต้องเสียภาษี
ลองคิดเล่นๆ ว่าประเทศของเราคือหมู่บ้านใหญ่ๆ หมู่บ้านหนึ่ง ภาษีก็เปรียบเสมือนเงินกองกลางหรือค่าส่วนกลางที่พวกเราทุกคน ทั้งคนทำงานและเจ้าของธุรกิจ ช่วยกันลงขันจ่ายให้รัฐบาล แม้จะเป็นหน้าที่ที่เราต้องจ่ายตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ก็เป็นการร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้รัฐมีงบประมาณไปบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ให้หมู่บ้านของเราน่าอยู่และเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเราถึงต้องจ่าย? ก็เพราะเงินก้อนนี้จะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นบริการสาธารณะที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนให้เราเดินทางสะดวกขึ้น สร้างโรงพยาบาลและโรงเรียน หรือจัดสรรสวัสดิการต่างๆ พูดง่ายๆ คือเป็นการลงทุนร่วมกันของคนในชาติ เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสังคมได้รับการพัฒนาไปด้วย

ภาษีมีกี่ประเภท?
รู้ไหมว่าภาษีที่เราได้ยินกันบ่อยๆ สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ที่มีวิธีการเก็บเงินต่างกันเล็กน้อย ลองมาทำความรู้จักกันแบบง่ายๆ ได้เลย!
1. ภาษีทางตรง
ภาษีกลุ่มแรกนี้ความหมายก็ตามชื่อเลย “ทางตรง” หมายความว่าเป็นภาษีที่รัฐพุ่งเป้าเรียกเก็บจากรายได้หรือทรัพย์สินของเราแบบตรงไปตรงมา ภาระนี้เราต้องจัดการเอง โอนไปให้คนอื่นจ่ายแทนไม่ได้เด็ดขาด ตัวอย่างภาษีทางตรงที่เราเจอกันบ่อยๆ ดังนี้
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนทำงานหรือมนุษย์เงินเดือนคุ้นเคยกันดีแน่นอน เพราะถ้าเรามีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็ต้องมีหน้าที่ยื่นเสียภาษีทุกปี
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคล เมื่อประกอบการแล้วมีกำไร ก็ต้องนำรายได้มาจ่ายภาษีส่วนนี้ด้วย
- ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใครที่เป็นเจ้าของที่ดิน บ้าน หรือคอนโด ก็จะต้องเสียภาษีตัวนี้เป็นประจำทุกปี
สรุปง่ายๆ คือ ภาษีประเภทนี้จะคิดคำนวณตามรายได้หรือมูลค่าทรัพย์สิน ที่ผู้เสียภาษีมีอยู่ในมือโดยตรงนั่นเอง ยิ่งมีรายได้มากก็อาจจะจ่ายมากตามสัดส่วนไป
2. ภาษีทางอ้อม
มาถึงกลุ่มที่สองอย่างภาษีทางอ้อมกันบ้าง ตัวนี้จะมาแบบเนียนๆ เพราะเป็นภาษีที่แฝงตัวรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือบริการไปเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการจะบวกภาษีนี้เข้าไปในราคาของสินค้า แล้วค่อยนำเงินไปส่งให้รัฐแทนเรา ตัวอย่างเช่น
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เราเจอบ่อยสุดๆ ไม่ว่าจะกินข้าวในห้าง ซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือจ่ายบิลค่าโทรศัพท์ ก็จะมี VAT 7% อยู่ในบิลเสมอ
- ภาษีสรรพสามิต ภาษีตัวนี้จะเรียกเก็บเฉพาะกับสินค้าบางประเภทที่รัฐอยากควบคุมการบริโภค หรือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ น้ำมัน หรือน้ำหอม
- ภาษีนำเข้า เวลาเราสั่งซื้อของจากต่างประเทศเข้ามา ถ้าสินค้ามีมูลค่าถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็ต้องจ่ายภาษีให้กรมศุลกากรด้วย
เห็นไหมว่า ต่อให้เราจะยังเรียนอยู่ หรือไม่ได้ทำงานประจำ แค่เราเดินออกไปซื้อขนม ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือใช้บริการต่างๆ เราก็กำลังทำหน้าที่พลเมืองดี จ่ายภาษีประเภทนี้ช่วยชาติไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว!

ภาษีที่เราจ่าย ถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง
เงินภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชนและภาคธุรกิจ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่จะถูกนำไปจัดสรรเป็นงบประมาณแผ่นดิน เพื่อใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆ ดังนี้
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
- นำไปใช้ในการก่อสร้างและพัฒนาระบบคมนาคม เช่น ถนน โครงการรถไฟฟ้า ระบบขนส่งสาธารณะ และสนามบิน
- โครงการเหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ประชาชน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย
สนับสนุนระบบสาธารณสุข
- งบประมาณส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐ และจัดหาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย
- สนับสนุนระบบประกันสุขภาพระดับชาติและการดูแลสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานได้ทั่วถึงและเท่าเทียม
สนับสนุนระบบการศึกษา
- นำไปใช้ในการสร้างและบำรุงรักษาสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัย
- สนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษา จัดหาอุปกรณ์การเรียนรู้ รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตร เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเยาวชน
สนับสนุนสวัสดิการของประชาชน
- จัดสรรเป็นงบประมาณสำหรับดูแลคุณภาพชีวิตของคนในสังคม เช่น สวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และผู้พิการ
- สนับสนุนโครงการช่วยเหลือกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย รวมถึงจัดสรรเงินทุนเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ
ถ้าไม่เสียภาษีจะเกิดอะไรขึ้น?
การเสียภาษีถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองและผู้มีรายได้ทุกคนตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าละเลย หลีกเลี่ยง หรือไม่ดำเนินการยื่นแบบแสดงรายการภาษีให้ถูกต้อง ก็มีผลกระทบและบทลงโทษทางกฎหมายตามมา ดังนี้
- การถูกตรวจสอบและเรียกเก็บย้อนหลัง กรมสรรพากรมีอำนาจและระบบในการตรวจสอบข้อมูลรายได้ของผู้เสียภาษี ถ้าพบว่าชำระภาษีไม่ครบ สามารถประเมินและเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้
- การเสียค่าปรับและเงินเพิ่ม กรณีที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่ได้ยื่นเสียภาษีเลย ผู้เสียภาษีจะต้องชำระค่าปรับ รวมถึงต้องเสียดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้
- บทลงโทษทางอาญา ในกรณีที่พบว่ามีความผิดร้ายแรง เช่น จงใจหลบเลี่ยงภาษี แจ้งข้อมูลเท็จ หรือใช้เอกสารปลอมเพื่อเจตนาเลี่ยงภาษี จะมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงขึ้น รวมถึงโทษปรับเป็นเงินจำนวนมาก และอาจถึงขั้นต้องโทษจำคุกเลย
การยื่นภาษีควรเริ่มตอนไหน?
โดยทั่วไป การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย จะมีกำหนดการให้ผู้มีรายได้ดำเนินการยื่นในช่วงต้นปีของปีต่อไปเสมอ ตัวอย่างเช่น รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีภาษี 2568 ผู้มีรายได้จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีในช่วงต้นปี 2569 ตามปกติจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม หรือตามระยะเวลาที่กรมสรรพากรประกาศกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการยื่นผ่านช่องทางออนไลน์
สำหรับผู้ที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ควรเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ รวบรวมเอกสารหลักฐานแสดงรายได้และเอกสารการลดหย่อนต่างๆ พร้อมทั้งวางแผนการยื่นภาษีล่วงหน้า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้อง ป้องกันกรณีล่าช้า และรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีของตัวเองได้
ขั้นตอนการยื่นภาษี ทำอย่างไร?
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบันทำได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร มีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
1. เตรียมเอกสารรายได้
ขั้นตอนแรกคือการรวบรวมเอกสารสำคัญที่แสดงรายได้ตลอดทั้งปีให้ครบ เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และหลักฐานรายได้อื่นๆ ควบคู่ไปกับการเตรียมเอกสารประกอบการลดหย่อนภาษี เช่น ใบเสร็จค่าเบี้ยประกัน หรือหลักฐานการบริจาค การเตรียมความพร้อมส่วนนี้จะช่วยให้ข้อมูลถูกต้องและช่วยรักษาสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้เต็มที่
2. คำนวณภาษีที่ต้องจ่าย
หลังจากรวบรวมข้อมูลรายได้ทั้งหมดและนำมาหักล้างกับรายการค่าลดหย่อนต่างๆ แล้ว ต่อไปก็คำนวณหายอดภาษีเงินได้สุทธิ ปัจจุบันถ้าเรายื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร ระบบจะช่วยประมวลผลและคำนวณตัวเลขภาษีที่ต้องจ่ายให้โดยอัตโนมัติ ทำให้สะดวกและช่วยลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยตัวเองได้ดีเลย
3. ยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์
ผู้เสียภาษีสามารถเข้าใช้บริการผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (E-Filing) ได้สะดวกสบาย ต้องกรอกรายละเอียดรายได้และรายการลดหย่อนต่างๆ ตามเอกสารที่เตรียมไว้ ระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและทำตามทีละขั้นตอนการยื่นภาษีได้เลย นอกจากนี้ การยื่นแบบผ่านช่องทางออนไลน์ยังช่วยประหยัดเวลาเดินทาง และจะได้รับสิทธิ์ขยายระยะเวลาการยื่นแบบให้นานขึ้นด้วย
4. ชำระภาษีหรือรอรับเงินคืน
เมื่อกดยืนยันการยื่นแบบแล้วจะมีผลลัพธ์ 2 กรณี คือถ้าประมวลผลแล้วต้องชำระภาษีเพิ่ม ผู้เสียภาษีสามารถเลือกชำระผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร หรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ ได้เลย แต่ถ้าคำนวณแล้วพบว่าจ่ายภาษีไว้เกินและมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน กรมสรรพากรจะดำเนินการตรวจสอบและโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารที่ระบุไว้ หรือผ่านระบบพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน
เคล็ดลับสำหรับมือใหม่ที่เริ่มยื่นภาษี
สำหรับคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานหรือเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง การทำความเข้าใจเรื่องภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การยื่นภาษีกลายเป็นเรื่องง่ายและไม่น่าปวดหัวอย่างที่คิด มีคำแนะนำเบื้องต้นที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้
- จัดเก็บเอกสารให้ครบและเป็นระบบ ควรเก็บรวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมด เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) รวมถึงใบเสร็จและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับรายได้ไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อป้องกันตกหล่นและสะดวกรวดเร็วเมื่อถึงเวลายื่นแบบ
- ศึกษาและอัปเดตข้อมูลค่าลดหย่อนภาษี หมั่นทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีที่ตัวเองมีสิทธิ์ได้รับ เช่น เบี้ยประกันชีวิต กองทุนเพื่อการออม หรือมาตรการพิเศษจากรัฐ เพื่อนำมาใช้สิทธิ์หักลดหย่อนได้เต็มที่
- ยื่นภาษีให้ตรงเวลา ควรติดตามกำหนดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในแต่ละปี และจัดการยื่นให้เสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเลี่ยงปัญหาและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นจากการล่าช้า
- เริ่มต้นวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของการเงิน สามารถบริหารจัดการรายได้และค่าลดหย่อนได้ ช่วยลดความเสี่ยงจ่ายภาษีเกินจำเป็น และเป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเองไว้ด้วย
สรุป
อย่าลืมไปยื่นภาษี 2568 เพราะภาษีคือหนึ่งในกลไกสำคัญของการบริหารประเทศ ประชาชนและภาคธุรกิจต่างมีหน้าที่ร่วมกันจ่ายภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้รัฐสามารถนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดสรรบริการสาธารณะต่างๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน
การเริ่มต้นทำความเข้าใจว่าภาษีคืออะไร มีกี่ประเภท และมีขั้นตอนการยื่นภาษีอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ได้แค่ช่วยให้เราปฏิบัติตามกฎหมายและลดความเสี่ยงจากการถูกปรับ แต่ยังช่วยให้เราสามารถวางแผนสิทธิประโยชน์ และบริหารจัดการเรื่องการเงินส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
รายการลดหย่อนภาษี 2568 มีอะไรบ้าง?
ลองลิสต์สิทธิ์ที่เรามีให้ดี จะได้ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้เยอะเลย รายการลดหย่อนปี 2568 แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้
- กลุ่มส่วนตัวและครอบครัว ลดหย่อนตัวเอง พ่อแม่ บุตร
- กลุ่มประกันและการลงทุน เช่น SSF, RMF, Thai ESG
- กลุ่มเงินบริจาค
- กลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น Easy E-Receipt)
Easy E-Receipt 2568 เริ่มวันไหน?
โครงการ Easy E-Receipt 2568 เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถนำใบเสร็จแบบ e-Tax Invoice จากร้านค้าที่ร่วมรายการมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ตามยอดที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
เที่ยวเมืองรอง 2568 ลดหย่อนได้เท่าไร?
ตามมาตรการเที่ยวดีมีคืนปี 2568 ถ้าแพ็กกระเป๋าไปเที่ยวเมืองรองจะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนได้ถึง 1.5 เท่า ของยอดที่จ่ายจริงเลย เมื่อรวมกับการใช้สิทธิ์ลดหย่อนทั้งหมดในหมวดนี้แล้วจะลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท
ค่าสร้างบ้าน 2568 ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
ลดหย่อนได้ สำหรับคนที่จ้างสร้างบ้านใหม่ (ตามสัญญาจ้างตั้งแต่ 9 เม.ย. 67 – 31 ธ.ค. 68) สามารถนำมาลดหย่อนได้ 10,000 บาท ต่อค่าก่อสร้างทุกๆ 1 ล้านบาท รัฐให้สิทธิ์ลดหย่อนรวมแล้วได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันชีวิตลดหย่อนภาษี 2568 ได้กี่บาท?
เบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป (รวมถึงประกันสุขภาพ) สามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แต่ถ้าเป็นประกันชีวิตแบบบำนาญ จะสามารถนำมาลดหย่อนเพิ่มได้อีกสูงสุด 200,000 บาท (แต่ต้องไม่เกิน 15% ของรายได้)
รายได้เท่าไรต้องยื่นภาษี 2568?
สำหรับคนโสด ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนแค่ทางเดียวเกิน 120,000 บาทต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท) กฎหมายบังคับว่าต้องทำหน้าที่ “ยื่นแบบภาษี” เสมอ แต่จะ “ต้องเสียภาษี” หรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับยอดรายได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนว่าถึงเกณฑ์ต้องจ่ายไหม
ฟรีแลนซ์ยื่นภาษี 2568 ยังไงให้คุ้ม?
ฟรีแลนซ์ควรเช็กประเภทเงินได้ของตัวเองให้ชัวร์ (เช่น 40(2) หรือ 40(8)) เพื่อเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามจริงให้คุ้มค่า และอย่าลืมเก็บเอกสาร 50 ทวิ (ใบหัก ณ ที่จ่าย 3%) ไว้เสมอ เพื่อนำมาใช้ขอเครดิตภาษีคืนตอนปลายปีด้วย
ขอคืนภาษี 2568 กี่วันได้เงิน?
ถ้าเอกสารครบและไม่ได้ถูกสุ่มตรวจเพิ่ม แนะนำให้ผูกบัญชีพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนไว้รอเลย เพราะส่วนใหญ่จะได้เงินโอนคืนเข้าบัญชีรวดเร็วภายใน 3 – 7 วันทำการ หลังจากที่กดยื่นแบบออนไลน์สำเร็จ
สถานะพิจารณาคืนภาษี 2568 นานไหม?
ถ้าขึ้นสถานะ “พิจารณาคืนภาษี” โดยปกติอาจใช้เวลาประมาณ 1 – 3 สัปดาห์ ช่วงนี้แนะนำให้หมั่นเข้าไปเช็กในระบบของสรรพากรบ่อยๆ เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเอกสารบางอย่างเพิ่ม ถ้าเราอัปโหลดส่งให้ไว การพิจารณาก็ยิ่งเร็วขึ้น
ลืมยื่นภาษี 2568 ต้องเสียค่าปรับเท่าไร?
ถ้าลืมยื่นแบบภายในกำหนด จะมีโทษปรับอาญาสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (ปกติถ้าไปยื่นช้าจะเสียค่าปรับ 200 บาท) และถ้าคำนวณแล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ต้องเสียดอกเบี้ย (เงินเพิ่ม) อีก 1.5% ต่อเดือน ของยอดภาษีที่ค้างชำระด้วย






