- โรคซึมเศร้าคือภาวะความผิดปกติทางอารมณ์และสุขภาพจิต ทำให้เศร้า เบื่อ หมดแรงใจต่อเนื่อง และกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ความอ่อนแอหรือคิดมากเกินไปเฉยๆ
- สาเหตุโรคซึมเศร้ามาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งสารเคมีในสมองและชีวภาพ พันธุกรรม บุคลิกภาพ ความเครียดสะสม ประสบการณ์กระทบใจ สภาพแวดล้อมและแรงกดดันทางสังคม
- เช็กอาการโรคซึมเศร้า เช่น เศร้า เบื่อสิ่งที่เคยชอบ หมดแรงหรือเหนื่อยง่าย นอนและกินผิดปกติ สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า โทษตัวเองมาก และบางคนอาจมีความคิดอยากหายไปหรือทำร้ายตัวเอง
- วิธีดูแลรักษาประกอบด้วยการดูแลตัวเอง พักผ่อนให้พอ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เลี่ยงสิ่งกระตุ้นเชิงลบ และรักษาทางการแพทย์ บำบัดพูดคุยและยาแก้ซึมเศร้าภายใต้การดูแลของจิตแพทย์ ติดตามอาการต่อเนื่องและให้คนรอบข้างช่วยสนับสนุน
ความรู้สึกที่ไม่ได้แค่เหนื่อย แต่รู้สึกท้อ หมดแรงใจ แบบที่อธิบายให้ใครฟังก็ไม่หมด จนเริ่มสงสัยกับตัวเองว่า ที่เป็นอยู่แค่เครียด หรือจริงๆ แล้วใจเรากำลังขอความช่วยเหลือมากกว่านั้น หลายคนยังเผลอโทษตัวเอง ทั้งที่สาเหตุโรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งทางชีวภาพ สารเคมีในสมอง พันธุกรรม
รวมถึงทางจิตใจอย่างความเครียดสะสม ความกดดัน ความคาดหวัง และเรื่องราวทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การเรียน หรือการทำงาน มาทำความเข้าใจโรคซึมเศร้าแบบไม่ตัดสินตัวเอง จุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เรารู้ว่าเมื่อไรที่ควรหันมาใส่ใจหัวใจตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม
โรคซึมเศร้าคืออะไร?
โรคซึมเศร้าในทางการแพทย์ คือภาวะความผิดปกติของอารมณ์และสุขภาพจิต ที่ทำให้คนคนหนึ่งมีอารมณ์เศร้า เบื่อหน่าย หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ ส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก พฤติกรรม การนอน กิน ทำงาน และความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพราะอ่อนแอหรือคิดมากไปเอง แต่เป็นโรคที่ควรได้รับการดูแลรักษาเหมือนโรคทางกายอื่นๆ
โรคซึมเศร้าต่างจากความเศร้าทั่วไปตรงที่อาการจะอยู่นานต่อเนื่องหลายสัปดาห์ขึ้นไป มีความรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต เช่น นอนหรือกินผิดปกติ สมาธิลดลง รู้สึกไร้ค่า หรือมีความคิดอยากตาย ขณะที่ความเศร้าทั่วไปจะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหรือเมื่อปัญหาเริ่มคลี่คลาย และยังพอมีช่วงที่รู้สึกดีหรือสนุกกับบางสิ่งได้อยู่
โรคซึมเศร้าพบได้ในทุกช่วงวัย เพราะเกี่ยวกับสารเคมีในสมอง พันธุกรรม บุคลิกภาพ และประสบการณ์ชีวิต เช่น เด็กและวัยรุ่นอาจได้รับผลจากความกดดันด้านการเรียนหรือครอบครัว วัยทำงานเจอความเครียดจากงานและความรับผิดชอบ ส่วนผู้สูงอายุอาจเผชิญความสูญเสีย โรคเรื้อรัง หรือความเหงา ทำให้แต่ละวัยมีตัวกระตุ้นที่ต่างกัน แต่ก็มีโอกาสป่วยได้ทั้งนั้น

สาเหตุโรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร?
โรคซึมเศร้าอาจไม่ได้เกิดจากแค่สาเหตุเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยมารวมกัน ทั้งเรื่องสมอง ร่างกาย ประสบการณ์ชีวิต และสภาพแวดล้อมที่อยู่ ทำให้แต่ละคนมีจุดเปราะบางไม่เหมือนกัน และไม่ใช่ความผิดหรือความอ่อนแอของตัวเองด้วย
ปัจจัยทางชีวภาพ
- การเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมองที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น เซโรโทนิน โดปามีน ทำงานไม่สมดุล
- พันธุกรรมและประวัติครอบครัว ถ้ามีคนในครอบครัวเคยป่วยโรคซึมเศร้า ความเสี่ยงก็อาจสูงขึ้น
- โรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคเรื้อรัง ฮอร์โมนผิดปกติ หลังคลอด หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- การนอนหลับไม่พอ ใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือร่างกายสะสมความเครียดนานๆ
ปัจจัยทางจิตใจ
- บุคลิกภาพที่โทษตัวเองง่าย เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หรือคาดหวังกับตัวเองสูงมาก
- การเผชิญเหตุการณ์กระทบใจรุนแรง เช่น การสูญเสีย เลิกรา ถูกกลั่นแกล้งหรือใช้ความรุนแรง
- ความเครียดเรื้อรังสะสมเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องงาน การเรียน และความสัมพันธ์
- ความรู้สึกโดดเดี่ยว ขาดคนที่เข้าใจหรือรับฟังจริงๆ แม้จะมีคนอยู่รอบตัวก็ตาม
ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
- สภาพครอบครัวตึงเครียด ทะเลาะกันบ่อย ขาดการสนับสนุนทางอารมณ์ หรือมีปัญหาเศรษฐกิจ
- สภาพการทำงานหรือการเรียนที่กดดันสูง ทำงานหนัก เหนื่อยล้า แต่ขาดความมั่นคง
- การถูกตีตราเรื่องสุขภาพจิต ทำให้ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ต้องเข้มแข็งตามค่านิยมสังคม
- เหตุการณ์ใหญ่ในสังคม เช่น โรคระบาด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือความไม่มั่นคงในอนาคต ที่ทำให้รู้สึกหมดหวังง่ายขึ้น

เช็กอาการโรคซึมเศร้า สัญญาณเตือนที่สังเกตได้
โรคซึมเศร้าอาจไม่ได้แสดงออกด้วยการร้องไห้เสมอไป แต่อยู่ในรายละเอียดของอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม ถ้าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิมต่อเนื่องหลายสัปดาห์ การลองเช็กอาการซึมเศร้าไว้ก่อนก็สำคัญ
อาการทางอารมณ์
- รู้สึกเศร้า เบื่อ สิ้นหวัง หรือเฉยชากับทุกอย่างต่อเนื่องหลายวันจนเป็นสัปดาห์
- หมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบ ทำอะไรแล้วไม่รู้สึกสนุกหรือภูมิใจเหมือนเดิม
- รู้สึกผิดกับเรื่องเล็กน้อย โทษตัวเองเกินเหตุ หรือรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่ดีพอ
- มีความคิดว่าชีวิตไม่มีความหมาย อยากหายไป หรือมีความคิดเรื่องการทำร้ายตัวเองเป็นพักๆ
อาการทางร่างกายและพฤติกรรม
- รูปแบบการนอนเปลี่ยนไป นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกบ่อย หรือนอนมากผิดปกติแต่ยังรู้สึกเพลีย
- เบื่ออาหารหรือกินมากขึ้น น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นจนเห็นได้ชัดในช่วงเวลาสั้นๆ
- เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีแรง ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้สึกหมดแรง สมาธิลดลง ตัดสินใจอะไรยากขึ้น
- หลบเลี่ยงผู้คน แยกตัว ไม่อยากคุยกับใคร ไม่ไปทำกิจกรรมที่เคยทำประจำ หรือขาดเรียน ขาดงานบ่อยขึ้น
คนกลุ่มไหนเข้าข่ายเสี่ยงโรคซึมเศร้า?
- วัยรุ่นและวัยทำงานที่เจอความกดดันจากการเรียน สอบ การเริ่มทำงาน เป้าหมายชีวิตไม่ชัดเจน หรือแบกรับภาระความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม
- คนที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เช่น การย้ายที่อยู่ แต่งงาน มีลูก เปลี่ยนงาน ว่างงาน เกษียณ หรือรับบทบาทดูแลคนในครอบครัวที่เจ็บป่วย
- คนที่เผชิญการสูญเสียหรือเหตุการณ์กระทบใจรุนแรง เช่น การสูญเสียคนรัก เลิกกับคู่ชีวิต หนี้สินหนัก ถูกกลั่นแกล้ง ถูกใช้ความรุนแรง หรือเจอเหตุการณ์สะเทือนใจซ้ำๆ
ท้ายที่สุดแล้ว โรคซึมเศร้าไม่เลือกเพศ ฐานะ หรืออาชีพ ใครก็ตามที่แบกรับความเครียดและปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างพร้อมกันก็มีโอกาสเป็นได้ทั้งนั้น การสังเกตตัวเองและคนรอบข้างจึงสำคัญมาก

เช็กลิสต์ประเมินอาการซึมเศร้าเบื้องต้น
เช็กลิสต์นี้เป็นแค่เครื่องมือช่วยสังเกตตัวเองเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าแทนแพทย์หรือผู้มีประสบการณ์ ลองตอบคำถามต่อไปนี้ด้วย “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
- ช่วงนี้รู้สึกเบื่อ หรือไม่อยากทำอะไรเหมือนเดิมบ่อยขึ้นหรือไม่
- รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมากหรือพักผ่อนพอหรือไม่
- รู้สึกมีสมาธิลดลง คิดอะไรไม่ค่อยออก ตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ยากขึ้นหรือไม่
- รู้สึกคุณค่าในตัวเองลดลง ไม่เก่งพอ ไม่ดีพอ หรือโทษตัวเองเกินเหตุหรือไม่
ถ้าตอบ “ใช่” หลายข้อติดต่อกันมากกว่า 2 สัปดาห์ และเริ่มรู้สึกว่ากระทบการเรียน งาน หรือความสัมพันธ์ แนะนำให้ลองคุยกับคนที่ไว้ใจได้ก่อน และพิจารณาปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือสายด่วนสุขภาพจิต คลินิกใกล้บ้าน เพื่อประเมินและดูแลรักษาถูกต้อง ถือเป็นก้าวสำคัญและไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย

วิธีการรักษาและดูแลโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้าเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป ไม่จำเป็นต้องรีบหายให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองรับมือกับความรู้สึกยากๆ เพียงลำพัง เพราะการขอความช่วยเหลือคือการดูแลตัวเอง ไม่ใช่ความอ่อนแอ
การดูแลเบื้องต้นด้วยตัวเอง
- ลองสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมตัวเอง เช่น จดบันทึกความรู้สึก การนอน การกิน เพื่อเห็นภาพว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร
- คุยกับคนที่ไว้ใจได้ เช่น เพื่อน คนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ไม่ให้ต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว และได้มุมมองใหม่ๆ หรือการช่วยเหลือเบื้องต้น
- จัดตารางชีวิตให้มีจังหวะดูแลตัวเองมากขึ้น เช่น นอนให้พอ กินให้เป็นเวลา ขยับร่างกายเบาๆ และลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้รู้สึกแย่ลง เช่น เสพข่าวหรือโซเชียลมากเกินไป
- ไม่กดดันตัวเองว่าต้องหายเองให้ได้ และยอมรับว่าการรู้สึกแย่เป็นช่วงๆ คือเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นต้องฝืนทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การดูแลโดยผู้มีประสบการณ์ทางการแพทย์
- ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ด้านสุขภาพจิต เช่น จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เพื่อประเมินอาการอย่างเป็นระบบ และวางแผนการรักษาที่เหมาะกับแต่ละคน
- การบำบัดพูดคุย (Psychotherapy) เช่น การบำบัดเชิงความคิดและพฤติกรรม (CBT) ที่ช่วยให้เข้าใจรูปแบบความคิดลบ ฝึกมองตัวเองและปัญหาในมุมที่สมดุลขึ้น
- บางกรณีอาจใช้ยากลุ่มต้านเศร้า (Antidepressants) ช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง ยาจะต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ และอาจต้องใช้หลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผล
- ติดตามอาการสม่ำเสมอ ปรับแผนการรักษาร่วมกัน และให้คนรอบข้างมีส่วนช่วยสนับสนุน เช่น ช่วยสังเกตอาการ นัดพบแพทย์ หรือช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพักฟื้นใจระยะยาว

แนะนำศูนย์และช่องทางปรึกษาปัญหาอาการซึมเศร้า
- โรงพยาบาลรัฐที่มีคลินิกสุขภาพจิตและจิตเวช เช่น โรงพยาบาลศูนย์หรือทั่วไป และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น รามาธิบดี จุฬาฯ ศิริราช ศรีธัญญา เป็นต้น สามารถติดต่อแผนกจิตเวชหรือคลินิกสุขภาพจิต เพื่อนัดพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้โดยตรงในเวลาราชการ
- โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมีศูนย์สุขภาพจิตหรือจิตเวชเฉพาะทาง เช่น ศรีธัญญาในเครือรัฐวิสาหกิจเอกชนร่วม หรือโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆ ที่มีบริการพบจิตแพทย์ นักจิตวิทยา คลินิกบำบัด และโปรแกรมดูแลโรคซึมเศร้า สามารถนัดหมายผ่านคอลเซนเตอร์หรือเว็บไซต์
- สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ให้บริการรับฟังและให้คำปรึกษาฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง มีนักจิตวิทยาและทีมสหวิชาชีพคอยรับสาย เหมาะสำหรับช่วงที่รู้สึกเครียด ท้อ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง และไม่สะดวกไปโรงพยาบาลทันที
- ช่องทางออนไลน์ของสายด่วนสุขภาพจิต เช่น ระบบจองคิวให้โทรกลับผ่านเว็บไซต์ 1323 และกล่องข้อความในเพจเฟซบุ๊กสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เหมาะกับคนที่ไม่สะดวกโทร แต่อยากนัดหมายเวลาให้ติดต่อกลับ
- คลินิกจิตเวชเฉพาะทางและศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเอกชนหรือในมหาวิทยาลัย เปิดบริการนัดหมายล่วงหน้า เหมาะสำหรับคนที่อยากบำบัดพูดคุยต่อเนื่อง สามารถค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์โรงพยาบาล สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานมหาวิทยาลัยใกล้บ้านได้
สรุป
สาเหตุโรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอ แต่เป็นภาวะสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และที่สำคัญคือเป็นโรคที่รักษาและค่อยๆ ดีขึ้นได้เมื่อดูแลอย่างเหมาะสมจากทั้งตัวเอง คนรอบข้าง และผู้มีประสบการณ์ การเข้าใจความหมาย สาเหตุ รวมถึงสังเกตสัญญาณเตือนโรคซึมเศร้า ช่วยให้เริ่มขอความช่วยเหลือเร็วขึ้น ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงการดูแล ทั้งการพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ บำบัด ใช้ยาภายใต้การดูแลแพทย์ และช่องทางปรึกษาอย่างสายด่วนหรือคลินิกสุขภาพจิต
ไม่มีใครจำเป็นต้องผ่านช่วงเวลาหนักๆ แบบนี้เพียงลำพัง การยื่นมือขอความช่วยเหลือคือก้าวเล็กๆ ที่สำคัญและกล้าหาญเสมอ
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
โรคซึมเศร้าเกิดจากกรรมพันธุ์ไหม?
มีผลบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด คนที่มีคนในครอบครัวป่วยซึมเศร้าจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป แต่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแน่นอน เพราะยังขึ้นกับประสบการณ์ชีวิตและสภาพแวดล้อมร่วมด้วย
สารเคมีในสมองไม่สมดุล เกิดจากอะไร?
เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม ความเครียดเรื้อรัง เจ็บป่วยทางกาย นอนหลับผิดปกติ หรือผลข้างเคียงจากยา ทำให้สารสื่อประสาทที่เกี่ยวกับอารมณ์ทำงานผิดจังหวะ ส่งผลให้อารมณ์เหวี่ยง หดหู่ หรือเฉยชามากขึ้น
คนในครอบครัวไม่มีประวัติเป็นซึมเศร้า ทำไมเราถึงเป็นได้?
เพราะพันธุกรรมเป็นแค่หนึ่งในหลายปัจจัย ความเครียดสะสม ประสบการณ์กระทบใจ สภาพการทำงาน การเรียน หรือความโดดเดี่ยว ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ แม้ครอบครัวจะไม่มีประวัติโรคนี้มาก่อนเลยก็ตาม
กินยาคุมหรือฮอร์โมน มีผลทำให้เป็นโรคซึมเศร้าไหม?
มีงานวิจัยบางส่วนพบว่า การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิดอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้หรือในวัยรุ่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการ และยังต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ถ้าเริ่มรู้สึกแย่ลงหลังเริ่มยา ควรปรึกษาแพทย์
โรคไทรอยด์เป็นพิษ ทำให้เป็นซึมเศร้าได้จริงไหม?
มีความเกี่ยวข้องกันจริง เพราะฮอร์โมนไทรอยด์มีผลต่อการทำงานของอวัยวะหลายระบบรวมถึงสมองและอารมณ์ ถ้าไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่อ เซื่องซึม อารมณ์แปรปรวน และเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้าร่วมได้
ความเครียดสะสมต่างจากโรคซึมเศร้าอย่างไร?
ความเครียดสะสมคือภาวะที่ร่างกายและจิตใจรับแรงกดดันต่อเนื่อง แต่ยังตอบสนองกับปัญหาได้บ้าง ส่วนโรคซึมเศร้าคืออารมณ์หดหู่ เบื่อหน่าย หมดหวัง และอาการทางร่างกายรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิต แม้ปัญหาจะเริ่มคลี่คลายก็ยังรู้สึกดีขึ้นยาก
นอนดึก นอนไม่พอ ทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ไหม?
มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงเยอะมาก การนอนหลับถูกรบกวนต่อเนื่องทำให้สมองพักไม่พอ ส่งผลต่อสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์ ทำให้หงุดหงิด เครียดง่าย สมาธิลดลง และในระยะยาวอาจพัฒนาเป็นภาวะซึมเศร้าได้ โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับความเครียดอื่นๆ
คนโลกส่วนตัวสูง มีโอกาสเป็นซึมเศร้ามากกว่าคนอื่นไหม?
การเป็นคนโลกส่วนตัวสูงหรือชอบอยู่เงียบๆ ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นซึมเศร้า แต่ถ้าแยกตัวเพราะรู้สึกแย่กับตัวเอง เบื่อชีวิต หรือหมดแรงใจต่อเนื่องนานๆ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น การมีพื้นที่ส่วนตัวกับการหนีปัญหาเพราะสิ้นหวังจึงเป็นคนละเรื่องกัน
โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นเองได้ไหม?
ในหลายคน โรคซึมเศร้าดูเหมือนเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัด แต่จริงๆ เป็นผลจากการสะสมปัจจัยเล็กๆ ทั้งชีวภาพ บุคลิกภาพ และความเครียดเรื้อรังที่เป็นมานาน จนสมองและอารมณ์เริ่มทำงานผิดสมดุลโดยที่เจ้าตัวอาจไม่ทันสังเกต
สภาพอากาศหรือฤดูกาล มีผลทำให้คนเป็นซึมเศร้าได้จริงไหม?
มีภาวะที่เรียกว่า “ซึมเศร้าตามฤดูกาล” พบในประเทศที่มีช่วงมืดนานหรือแดดน้อย เช่น นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ หรือแคนาดา ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนและสารสื่อประสาทบางชนิดเปลี่ยนไป ส่งผลให้อารมณ์หดหู่ลง แม้ในไทยอาจเห็นได้ไม่ชัด แต่สภาพอากาศที่อบอ้าว ฝนตกบ่อย หรือมลพิษสูงก็มีผลให้คนรู้สึกเหนื่อยล้าและอารมณ์ไม่ดีได้เหมือนกัน
References
รศ.พญ. ฐิติพร ศุภสิทธิ์ธำรง. โรคซึมเศร้า (Depression). prachachat.net. Published 5 April 2022. Retrieved 22 January 2026.






